ลดรุนแรง-หยาบคายต่อสถาบัน "นิพิฏฐ์" แนะ "ม็อบเยาวชน"

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 10:38 น.
ลดรุนแรง-หยาบคายต่อสถาบัน "นิพิฏฐ์" แนะ "ม็อบเยาวชน"
นักกฎหมาย เขียนจดหมายแนะม็อบเยาวชน เพื่อแนวทางต่อสู้ที่ดีกว่า-ลดความรุนแรงและการหยาบคายต่อสถาบัน

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเขียนจดหมายถึงลูก (เยาวชนที่กำลังจัดการชุมนุม) โดยมีเนื้อหาดังนี้

นายนิพิฏฐ์ ระบุว่า จดหมายถึงลูก

-ลูกในที่นี้คือผู้ชุมนุม ที่ผมเรียกลูกเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกผม

-ผมเห็นการชุมนุมประท้วงของลูกๆ เลยเถิดไปพอสมควร โดยเฉพาะเห็นภาพการถูกจับกุมในแต่ละวันแล้วคาดการณ์ได้ว่าลูกๆหลายคนคงต้องใช้เรือนจำเป็นที่พักพิงไปคนละหลายปี เอาเถอะแม้หลายคนประกาศว่า แม้เสียชีวิตก็ยอม แต่การเสียชีวิตด้วยเหตุอันไม่สมควรนั้น มาเคียเวลลี่ กล่าวว่า ถือเป็นความโง่เขลาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความฉลาดหรอก ผมเห็นว่า หลายฝ่ายควรเข้ามาดูและแก้ปัญหาด้วยความีเมตตาธรรม ดังนี้

1.กรณีการถูกจับกุมและถูกอายัดตัวอยู่ตามสน.ต่างๆ หรือแม้ถูกอายัดตัวอยู่ตามโรงพยาบาล กรณีนี้ ตำรวจเขาฉลาดกว่าลูกๆผู้ชุมนุม กล่าวคือ เขาขอหมายจับจากศาลไว้หลายศาลแล้ว เมื่อศาลอนุมัติหมายจับ ไม่มีทางที่ลูกๆจะไม่ถูกจับหรอก ต่อให้ไปล้อมรถควบคุมตัวผู้ต้องขังตำรวจเขาก็จับจนได้ และเขาฉลาดกว่าตรงที่เขาขอหมายจับไว้หลายศาล เมื่อเป็นอย่างนี้ไม่มีทางที่หนูจะออกมาได้ ได้ประกันตัวเรื่องนี้ ก็ถูกจับในเรื่องโน้นอีก

ทางแก้ในเรื่องนี้ คือผมเรียกร้องว่า ขอให้ศาลอย่าเพิ่งออกหมายจับทันที ขอให้เพียงออกหมายเรียกก่อน ถ้าศาลเริ่มต้นด้วยการออกหมายจับแล้วมันก็จบเลย แก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าเริ่มด้วยการออกหมายเรียก อย่างนี้ ถือว่าคือการแก้ที่ต้นเหตุ ผมว่า ผู้ใหญ่ในศาล ควรเริ่มมองประเด็นนี้ให้เด็กๆ เพราะเด็กพวกนี้เขาสู้แบบยอมตายประชดป่าช้าจริงๆ

2.หนูต้องลดความรุนแรง ความก้าวร้าว และความหยาบคายลง การต่อสู้ของหนูบางเรื่องน่าชมเชยและมีเหตุผล แต่หนูใช้ความรุนแรง ความก้าวร้าว และหยาบคายเกินไป หนูสนุกสนานกับไมโครโฟนและเสียงปรบมือมากไป สุดท้ายหนูก็ต้องย้ายไปอยู่ในเรือนจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เชื่อผมเถอะ ผมก็เป็นนักกฎหมายที่พอจะมองเห็นอะไรออกอยู่บ้าง อย่าเถียงผมว่าหนูไม่รุนแรง และไม่หยาบคาย การพูด hate speech นั่นก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งนะ อย่าไปเชื่อใครว่าความรุนแรงหมายถึงการทำร้ายร่างกาย หรือการเอาไม้หน้าสามไล่ตีกัน หนูเชื่อนักกฎหมายแก่ๆอย่างผมเถอะ ลดความก้าวร้าว ลดความหยาบคายต่อสถาบันลง แล้วหนูจะน่ารักขึ้นเยอะ ดู อ.ปิยบุตร เขาพูดสิ เขาพูดหลบไป หลบมา ผมดูๆยังเอาผิดเรื่องการพูดของเขาไม่ได้

แต่ของพวกหนูนี่ ขึ้นเวที 3 นาที ติดคุกได้ 5 ปีสบายๆเลยเพราะงั้นอย่าเชื่อใครง่ายๆ หลายคนเขามีทักษะในการพูดกว่าหนูเยอะมาก ยกตัวอย่าง จ่านิว นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ รณรงค์ไม่ให้หนูเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร แต่ตัวจ่านิวเองไปรับพระราชทานปริญญาบัตรมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว นี่ถ้าจ่านิวอยู่ใกล้ๆ ผมจะขออนุญาตผิดคำแนะนำไม่ให้ใช้ความรุนแรง โดยหยิกปากจ่านิวให้หนูดูเลย มันน่านัก ยุคนอื่นให้ไม่กระทำในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำมาแล้ว เขียนเรื่องนี้แล้วของขึ้น (ผมก็เริ่มรุนแรงแล้ว หยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน)

3.เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นด้วย 100% แต่หนูคิดช้าไป 3 ปี ตอนลงประชามติรัฐธรรมนูญ พวกหนูยังนั่งกินชาไข่มุกกันอยู่ในร้านกาแฟไม่ประสีประสาเลย พวกผมคิดก่อนหนูเสียอีกที่ไม่รับรัฐธรรมนูญ พอเราประกาศไม่รับรัฐธรรมนูญคนสนับสนุนเราก็หายไปเยอะ เรื่องไม่เอา พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคผมก็พูดมาก่อน สุดท้ายก็ต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไปเลย เพื่อรักษาคำพูด อยากจะบอกเพียงว่า เรื่องนี้ผู้ใหญ่บางคนเขาคิดและเขาต่อสู้มาก่อนหนู เพียงแต่วิธีการไม่เหมือนกันเท่านั้น

4.เรื่องสุดท้าย ผมว่า นายกรัฐมนตรี ก็ถอยมากแล้วนะ ลองคิดดู ยอมยกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้ว เพื่อไม่ให้หนูถูกดำเนินคดี แต่การไปล้อมทำเนียบหรือสถานที่ราชการนี่ หนูคิดให้หนักนะครับ ลองสมมุติดูว่า ถ้าหนูเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วมีคนไปปิดล้อมทำเนียบเข้าไปทำงานไม่ได้ รับแขกบ้านแขกเมืองไม่ได้ จะให้นายกรัฐมนตรีทำอย่างไร

ที่หนูอ้างว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย ลองสมมุติดูว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ,ฝรั่งเศส,เยอรมัน,อังกฤษ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยเขาจะทำอย่างไรถ้ามีคนไปล้อมทำเนียบแล้วเข้าทำงานไม่ได้ เรื่องนี้ไม่อยากคิด ลองทบทวนที่ผมเขียนดูนะครับ ก่อนที่หนูจะนำประเทศถลำไปมากกว่านี้ ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้ต้องขอบคุณเพราะอ่านเกิน 8 บรรทัดไปเยอะแล้ว

https://www.facebook.com/NipitPhatthalung/posts/4565866890151067