"นคร"ดักคอ"บิ๊กตู่"อย่าใช้พรก.บังหน้าทำรัฐประหารเงียบ

วันที่ 28 มี.ค. 2563 เวลา 19:00 น.
"นคร"ดักคอ"บิ๊กตู่"อย่าใช้พรก.บังหน้าทำรัฐประหารเงียบ
รองหัวหน้าพท.เตือนอย่าใช้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด 19 เพื่อยึดอำนาจทำรัฐประหารเงียบ

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าใช้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด 19 เพื่อยึดอำนาจทำรัฐประหารเงียบ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ คสช. สามารถยึดอำนาจ และสืบทอดอำนาจปกครองประเทศ เกือบ 6 ปีเต็ม ได้สร้างวิกฤตทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างต่อเนื่อง มากมาย ทุกมิติ ได้สะสมความเครียดต่อสังคมมายาวนาน จนถึงช่วงปลายปี 62 ย่างเข้าต้นปี 2563 กระแสความไม่พอใจ ต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ถึงจุดเดือด จากการบริหารประเทศที่ผิดพลาด ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง การเมืองแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีการทุจริตคอรัปชั่นรุนแรง อาณาราษฏรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า นักเรียน นักศึกษาปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มรวมตัวประท้วงขับไล่รัฐบาล กระแสจุดติดและดังกระหึ่มหลายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

ในขณะที่รัฐบาลถูกกดดัน ถูกประท้วง ถูกขับไล่ ด้วยความไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถบริหารและกำลังเสื่อมทรุด จากวิกฤตโรคระบาดร้ายแรงเข้ามาและแพร่ระบาดแต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการป้องกัน ตั้งแต่แรกรัฐบาลเห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตของประชาชนปล่อยให้นักท่องเที่ยวจีน เกาหลีซึ่งเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาแต่เริ่มต้นเข้ามาโดยไม่มีมาตราการป้องกันเพียงพอ จนสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาไปเกือบทั้งประเทศ แล้วพลเอกประยุทธ์ จึงประกาศใช้ พ. ร. ก. ฉุกเฉิน พ่วงด้วยกฎหมายอีก 40 ฉบับ

การประกาศใช้ พ. ร. ก. ฉุกเฉิน แทบจะไม่มีใครต่อต้านเพราะทุกคน ทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อระงับยับยั้งการแพร่ระบาดโควิด 19 แต่เมื่อพิจารณาความสมเหตุสมผล เบื้องหน้า เบื้องหลัง เป้าหมาย และเจตนารมณ์อันแท้จริงของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ่วงด้วย พรบ. อีก 40 ฉบับ แล้ว การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินครั้งนี้ ไม่ได้ประกาศเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเพียงอย่างเดียว แต่ในทางวิชาการรัฐศาสตร์ ถือว่าเป็นการยึดอำนาจ หรือรัฐประหารเงียบ เป็นการใช้โครงสร้างการบริหารประเทศรวมศูนย์ ยึดอำนาจประชาชน ยึดอำนาจคณะรัฐมนตรี ให้มาอยู่ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว แล้วให้รัฐมนตรีบางคนที่เป็นแกนนำการยึดอำนาจเดิม รวมทั้งปลัดกระทรวงและข้าราชการประจำมาบริหารประเทศแทนคณะรัฐมนตรีที่มาจากประชาชน

ในด้านรัฐสภาก็เช่นกัน ฝ่ายค้านพยายามเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและเรียกร้องให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อระดมความคิด ความรู้ ความสามารถ แนวทางแก้ปัญหาวิกฤตชาติแต่รัฐบาล พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลกลับพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเปิดประชุม ช่องทางรัฐสภาจึงไร้ความหมายและถูกปิดปากจากฝ่ายรัฐบาลในขณะเดียวกันรัฐบาลนี้ก็ถือโอกาสใช้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นภาวะฉุกเฉินเพื่อสยบความเคลื่อนไหวทั้งหมดของนักเรียนนักศึกษาและฝ่ายประชาธิปไตย พร้อมกับรวบอำนาจมาไว้ในตัวเอง คล้ายกับรัฐบาลเผด็จการหลังยึดอำนาจเสร็จ ท่ามกลางความโกลาหลของประชาชน

จึงขอให้การใช้ พรก. ฉุกเฉิน ครั้งนี้เป็นไปด้วยความซื่อตรงต่อประชาชน เพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา และคืนความเป็นปกติให้กับสังคมโดยเร็ว อย่าใช้ พรก.ฉุกเฉินเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ บนความเสียหาย เสียโอกาส บนวิกฤตของประชาชนและประเทศชาติเลย