"สุดารัตน์"อัดยับรัฐบาลแจกเงินมาหลายปีกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้

วันที่ 07 มี.ค. 2563 เวลา 15:42 น.
"สุดารัตน์"อัดยับรัฐบาลแจกเงินมาหลายปีกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้
"คุณหญิงสุดารัตน์"อัดรัฐบาลแจกเงินมาหลายปีไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แนะสร้างการหมุนเวียนในชุมชนไม่ใช่หมุนเวียนขึ้นข้างบน

ที่ศูนย์เรียนรู้ ธนาคารน้ำใต้ดิน ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองจังหวัดนครพนม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสู้ วิกฤตไวรัสโควิด 19 ว่า พรรคเพื่อไทยที่ถูกโจมตีมาตลอดว่าประชานิยม แต่ไม่เคยแจกเงินฟรีเหมืแนรัฐบาลนี้ เงินทุกบาทที่ให้ประชาชน ในชุมชนหรือหมู่บ้านล้วนแต่ เป็นการลงเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างทรัพย์สินใหม่

เช่นในสถานการณ์ภัยแล้งที่ลงพื้นที่วันนี้ ดูการบริหารจัดการธนาคารน้ำก็สามารถ ใช้งบประมาณเพื่อ ทำบ่อ พัฒนาพื้นที่การเกษตรของตนเองได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้หน้าแล้งมีน้ำใช้แล้ว เงินจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า เกิดการจ้างงาน สร้างแรงงานอย่างจริงจังในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาพบว่า รัฐจ่ายเงินผ่านบัตรต่างๆและต้องไปรูดนำเงินเข้าสู่มือนายทุนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง

"การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง จะต้องลงไปกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนในชุมชน ไม่ใช่หมุนเวียนขึ้นข้างบน ต้องวนเวียนอยู่ในระดับชุมชนด้วยกัน ถามว่านโยบายการกระจายกำลังซื้อลงสู่ท้องถิ่นถูกต้องหรือไม่ต้องบอกว่าถูก แต่วิธีที่คิดง่ายๆเช่นการแจกเงิน หรือเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกระจายเงินลงสู่ครัวเรือน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะเกิดการสร้างรายได้ใหม่ทรัพย์สินใหม่ คิดที่จะแจกเงินได้ง่ายๆแจกเงินเฉยๆจะไม่ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเมื่อเงินที่แจกมาถูกนำไปใช้หนี้ซึ่งประสบปัญหาในทุกครัวเรือน ก็จะไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เลย" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุด้วยว่าการแจกเงินรัฐบาลทำมาหลายปีต่อเนื่อง โดยไม่มองถึงผลที่จะเกิดการใช้จ่าย แต่มองว่าแค่เพื่อคะแนนนิยม และเพื่อให้ เงินไหบขึ้นไปข้างบน จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤติได้

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดรับบริจาคแต่ออกมาตรการแจกเงินนับแสนล้านบาทเป็นการกระทำที่ย้อนแย้ง เพราะทุกครั้งที่มีวิกฤต โดยเฉพาะโควิด 19 ไม่เข้าใจว่าจะขอรับบริจาคเพื่อเหตุผลใด หรือการบริจาค ช่วยน้ำท่วมก็ไม่ชัดเจนว่าบัญชีถูกนำไปใช้จ่ายอย่างไร จึงแนะนำรัฐบาลว่า ต้องบริหารจัดการงบให้ดี ทำอย่างไรให้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ รวมถึงรัฐต้องเร่งสร้างความชัดเจนโดยเฉพาะการรับมือโควิด 19 ทั้งเรื่องการจัดหาเครื่องป้องกัน เช่นหน้ากากอนามัยหรือแอลกอฮอล์ ให้เพียงพอกับประชาชน หรือการบอกข่าวสารให้ชัดเจนและรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นจะยิ่งซ้ำเติมให้สภาพเศรษฐกิจแย่ลง

"สุดารัตน์"ติงรัฐยังไม่เห็นมาตรการแก้ภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

ในพื้นที่เดียวกันคุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมนายชวลิตวิชยสุทธิ์ นางมนพร เจริญศรี นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ร่วมลงพื้นที่ ชมการบรรยายสรุปจากดาบตำรวจพิทักษ์ ต่อยอด ซึ่งได้ศึกษาการทำธนาคารน้ำใต้ดินอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภคในครัวเรือนและเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งของทุกปีรวมถึงฤดูฝนที่มักประสบปัญหาน้ำท่วม โดยหลักการดำเนินโครงการ จะขุดบ่อเพื่อรองรับน้ำซึ่งในช่วงก่อนเข้าสู่หน้าแล้ง น้ำจะพัดลงแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว จึงนำองค์ความรู้และหลักการของธนาคารน้ำใต้ดินจากหลวงพ่อสมานสิริปัญโญ ประธานสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ วัดอาฮงศิลาวาด อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ มาใช้แก้ไขปัญหาและเป็นรากฐานในการส่งเสริมอาชีพตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ปัจจุบันสามารถดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุนธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิดไปแล้วในพื้นที่ตำบลบ้านผึ้งจำนวน 18 บ่อ ซึ่งการจัดการก็เป็นไปตามระบบธนาคารคือน้ำเมื่อถูกใช้แล้วจะต้องได้รับการเติมเข้าไปทดแทนเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และกลไกของระบบธรณีวิทยา ตามมาตรฐาน American Ground Water Solutions หรือAGS รวมถึงได้จัดทำงานวิจัยที่จะนำมาสู่การพัฒนาซึ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านผึ้งจะได้นำมาเป็นคู่มือเพื่อต่อยอดการพัฒนาต่อไป

สำหรับกระบวนการทำงานจะเริ่มต้นตั้งแต่เก็บข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำชุมชน และสภาพภูมิประเทศ จากนั้นเป็นขั้นตอนการกำหนดทิศทางของน้ำใต้ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำระดับชุมชน ต่อด้วยการเจาะสํารวจชั้นดินเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถดำเนินการเติมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนต่อมาเป็นการวางแผนและกำหนดจุดระบบการเติมน้ำลงในแผนที่ของตำบล ต่อด้วยการออกแบบระบบธนาคารน้ำใต้ดิน การกำหนดงานก่อสร้างตามแผนที่กำหนดไว้ การติดตามประเมินผลและเก็บข้อมูลและการสรุปวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคโอกาสและขยายผลเชื่อมกับโครงการอื่นของพื้นที่

โดยคุณหญิงสุดารัตน์มองว่า ธนาคารน้ำจะเป็นกลไกสำคัญในการจัดการน้ำแล้งและน้ำท่วมได้ ทั้งยังมีต้นทุนต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนเป็นนโยบาย ให้เกิดธนาคารน้ำใต้ดินอย่างทั่วถึง รวมถึงการผลักดัน นโยบายอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะการละเลิกใช้สารเคมี ซึ่งภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ภัยแล้งซึ่งมีความรุนแรงและจะยาวนานมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในภาคอีสานที่ถูกทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งในปีเดียวกัน ผลผลิตจึงมีน้อยและไม่ได้ราคา ก็ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนเห็นแต่เพียงงบที่ตั้งขึ้นเพื่อขุดบาดาล ซึ่งมีความผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต