"ผู้นำฝ่านค้าน"เปิดฉากชำแหละ"บิ๊กตู่" 5 ข้อหาบริหารประเทศล้มเหลว

วันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 15:11 น.
"ผู้นำฝ่านค้าน"เปิดฉากชำแหละ"บิ๊กตู่" 5 ข้อหาบริหารประเทศล้มเหลว
"สมพงษ์ อมรวิวัฒน์"ยก 5 ปมถล่มนายกฯ ล้มเหลวด้านการบริหารประเทศทั้งการปราบปรามทุจริต บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ไม่เหมาะสมเป็นนายกฯอีกต่อไป

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นแรกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ล้มเหลวในการบริหารประเทศ รวมทั้งมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความล้มเหลว 5 ประการต่อประเทศชาติ

ประการที่ 1.ความล้มเหลวต่อการสร้างความเชื่อมั่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การเมืองในระบอบประชาธิปไตยตามหลักสากลนั้นจะทำให้ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในระบบ มั่นใจต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่การเมืองภายใต้นับตั้งแต่ที่พวกท่านเข้ามาบริหารบ้านเมือง ซึ่งได้สร้างกลไกต่าง ๆ เพื่อรักษาอำนาจเฉพาะพวกพ้อง สร้างกติกาที่กล่าวอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นที่กังขาของผู้คนทั้งสังคม

นับตั้งแต่การกำหนดกฎกติการัฐธรรมนูญที่มีการพูดกันในหมู่พวกท่านว่าเป็น “รัฐธรรมนูญที่ร่างมาเพื่อพวกเรา” ซึ่งอาศัยเสื้อคลุม “ประชาธิปไตย” มากล่าวอ้าง อย่างเช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านที่ได้มาในครั้งนี้ก็เพราะมือที่สนับสนุนจาก ส.ว.ทั้งหมดที่ท่านและพวกพ้องแต่งตั้งกันขึ้นมาเอง ผมอยากจะบอกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านในวันนี้ มิได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน อยากจะบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเค้าไม่ได้เลือกท่านให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่พวกท่านสร้างขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจต่างหากที่นำพาท่านให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

อย่าอ้างว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติแบบมัดมือชก แบบมีคำถามพ่วง เอาคนเห็นต่างไปปรับทัศนคติ ดำเนินคดีกับผู้รณรงค์ไม่เห็นด้วยในศาลทหาร ด้วยเงื่อนไขกลไกทางรัฐธรรมนูญที่พวกท่านสร้างขึ้นมา ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตยประเทศเรา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นใจในการลงทุน รวมทั้ง การเจรจาประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีผลต่อประเทศ เพราะวันนี้ เกือบทุกประเทศในโลกล้วนไม่เปิดใจยอมรับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้วันนี้ประเทศเราอาจจะดูดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่มีการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยจอมปลอมแบบที่พวกท่านช่วยกันสร้างขึ้นนั้น ได้ก่อปัญหาต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความสับสนในการคิดคะแนนเพื่อให้ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ การนำเข้าถอดออกชื่อ ส.ส. เพราะผลจากคะแนนเลือกตั้งซ่อม และปัญหาอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความไม่มั่นคงแน่นอนให้กับการเมืองบ้านเรา

ในเมื่อประเทศที่มีการเมืองไม่มั่นคง ล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย แล้วจะทำให้ประเทศเราเดินต่อไปข้างหน้าในสังคมโลกอย่างภาคภูมิได้อย่างไร จึงไม่อาจไว้วางใจให้พวกท่านอยู่ในตำแหน่งกันต่อไป เพื่อกร่อนเซาะการเมืองระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้ถดถอยผิดรูปผิดร่าง ให้อับอายต่อสายตาชาวโลก และที่สำคัญ ผมไม่อาจไว้วางใจให้พวกท่านส่งต่อประชาธิปไตยจอมปลอมไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่เป็นอนาคตของชาติ

ประการที่ 2 ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ นับแต่การใช้กลไกที่พวกท่านสร้างขึ้น ออกแบบและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ “เพื่อพวกเรา” พวกท่านได้ทำให้หลักการแห่ง “ความยุติธรรม” แปลงร่างเป็น “หลักกูและพวกพ้อง” อย่างไม่รู้สึกอับอาย มีตัวอย่างผลงานมากมายที่ทำลายหลักการและมาตรฐาน อันกลายเป็นภาพลักษณ์อัปยศที่ทำให้ไม่อาจเชื่อถือยอมรับได้ เช่น การตีความข้อกฎหมายกับคะแนนปัดเศษ เพื่อให้ระบบพรรคการเมืองเสื่อมทรุด และเพื่อเพิ่มช่องทางให้ได้พรรคเล็กมาหนุนเสริมอำนาจตน การไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ ทั้งที่มีกฎหมายกำหนดไว้ การนำเอาบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีคดี ต้องโทษเกี่ยวกับยาเสพติดในต่างประเทศ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล

การให้อภิสิทธิ์กับพรรคแกนนำรัฐบาลบางพรรค สามารถจัดระดมทุนเข้าพรรคได้อย่างเอิกเกริก ด้วยการรับบริจาคจากหน่วยงานรัฐและเอกชนรายใหญ่ เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท ทั้งที่กรณีนี้เป็นการกระทำที่เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย แต่แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ยังใช้กลไกและข้ออ้างต่างๆ แบบข้างๆ คูๆ เพื่อให้รอดพ้นความผิด ที่เลวร้ายที่สุด คือ การใช้คดีความเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง กดดัน บุคคลบางกลุ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพวกท่าน โดยไม่ได้คำนึงว่า การกระทำเช่นนี้จะทำลายหลักแห่งความยุติธรรม และหลักการทางกฎหมายของประเทศอย่างรุนแรงเพียงใด

วันนี้ สังคมไทยเราจึงได้เห็นการใช้กลไกต่างๆ “ยกเว้น” โทษความผิดของผู้มีอำนาจและพวกพ้อง อย่างต่อเนื่อง พวกท่านกำลังทำเรื่องผิดให้เป็นเรื่องถูก ทำเรื่องผิดปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่รุนแรงต่อบรรทัดฐานที่ถูกต้องในทุกด้าน ผมอยากจะบอกว่าพวกท่านเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ที่ต้องการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าแห่งตน โดยไม่คิดถึงอนาคตของประเทศชาติในวันข้างหน้า ผมจึงไม่อาจไว้วางใจพวกท่านให้บริหารประเทศได้

ประการที่ 3.ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ วันนี้รัฐบาลมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์อย่างช่ำชองทางด้านการทหาร เข้ามานำทีมเพื่อต่อสู้กับสงครามทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับงานด้านการทหาร เรากำลังเอาเศรษฐกิจประเทศที่กำลังวิกฤติ ให้อยู่ในมือของคนที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจเลย จนในหลาย ๆ ครั้งที่เราได้เห็น รัฐบาลที่ทำไปโดยไม่ได้คิด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่รัฐบาลออกมาขายหน้ากากอนามัยเสียเอง...ท่านคิดได้อย่างไรครับ แทนที่จะแจกเพื่อให้กลไกการตลาดเปลี่ยน ช่วยแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า หรือบางเรื่องที่คิดแล้วป่าวประกาศบอกประชาชนเป็นนโยบายตอนหาเสียงแต่ก็ไม่ได้ทำ

ผมไม่แน่ใจว่าท่านทราบหรือไม่ว่า ภายใต้การบริหารของท่าน ท่านทำให้ประเทศที่กำลังวิ่งนำหน้าเพื่อนบ้าน ล้มสะดุดขาตัวเองบาดเจ็บ แบบลุกขึ้นสู้ต่อไม่ไหว เราแปลงสภาพจากประเทศผู้นำเป็นประเทศผู้ตาม ล้มลุกคลุกคลาน ล้าหลัง ผมนับถือศักยภาพในการทำลายประเทศของท่านจริง ๆ ครับ ภายใน 6 ปี ท่านทำลายสิ่งที่เราร่วมกันสร้างมาจนหมดสิ้น ท่านทราบหรือไม่ว่า ด้วยความสามารถของท่าน ท่านทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตต่ำ เกือบจะต่ำที่สุดในโลก ซึ่งขายหน้ายิ่งนัก ไตรมาส 4 ที่ผ่านมาโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี และคาดการณ์ GDP ปีหน้า โตเพียงครึ่งหนึ่งของศักยภาพประเทศที่ 3.9% ผลผลิตด้านอุตสาหกรรมดิ่งเหว

รายได้เกษตรกรที่เป็นอาชีพหลักของประเทศต่ำสุดในรอบ 7 ปี ท่านทำให้ครัวเรือนที่เป็นหนี้ มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงถึง 97.7% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินออมของพี่น้องประชาชนต่ำสุดในรอบ 9 ปี รายได้และการใช้จ่ายของประชาชน ลดลงครั้งแรกในรอบ 9 ปี ด้วยฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของท่านและพวกพ้อง วันนี้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยลำบากยากแค้นทุกหย่อมหญ้า ผมจะแบ่งช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นความผิดพลาดที่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความล้มเหลวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจไทยเป็น 4 ช่วงใหญ่ๆ ดังนี้

ระยะที่ 1 พ.ศ. 2557-2558 เป็นช่วงทำลายเศรษฐกิจฐานราก ทันทีที่ท่านยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประกาศยกเลิกมาตรการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเกือบทั้งหมดแบบกระทันหัน ท่านกลัวถูกกล่าวหาว่าท่านเป็นพวก “ประชานิยม” เพราะท่านด่าเขาไว้เยอะ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำไปในวันนั้น ได้ทำลายกำลังซื้อส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านทำร้ายพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ และจนถึงวันนี้พวกเขาก็ยังไม่มีกำลังฟื้นตัว กำลังซื้อของประเทศเราจึงฟุบจนถึงขีดอันตราย ซึ่งยังหาหนทางแก้ไขปัญหาไม่ได้

ระยะที่ 2 พ.ศ. 2559-2560 ภายหลังจากการยึดอำนาจ ทันทีที่อำนาจท่านเริ่มมั่นคง ท่านก็เริ่มแสวงหาประโยชน์ให้พวกพ้อง มาตรการต่างๆในช่วงนั้น มุ่งเป้าอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อพวกพ้องของท่าน บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและใกล้ชิดกับรัฐบาลได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น โครงการ EEC / โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/ การก่อสร้างรถไฟ 3 สนามบิน หรือ Mega Project ต่างๆ ล้วนแล้วแต่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ท่านอาจจะคิดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องรดน้ำไปจากยอด ให้ธุรกิจรายใหญ่เติบโตแล้วค่อยล้นไปที่ราก แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าพวกท่านคิดผิด พวกท่านผิดพลาด เพราะพวกท่านเพียงอาศัยมือของพี่น้องประชาชนที่ยากจน ผ่านเม็ดเงินมหาศาล ไปให้เจ้าสัวอภิมหาเศรษฐี โดยไม่ได้ใส่ใจเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่แม้แต่น้อย

ระยะที่ 3 พ.ศ. 2561-2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ผมเรียกช่วงนี้ว่า “สารพัดแจกมั่วซั่ว เพื่อการสืบทอดอำนาจ” ด้วยความอยากมีอำนาจของท่าน และกลัวการสูญเสียอำนาจนั้นไป ท่านได้ออกแบบมาตรการเสมือนการซื้อเสียงล่วงหน้า เช่น การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการชิมช็อปใช้เฟสต่างๆ โครงการแจกเงินเที่ยว โครงการบ้านดีมีดาวน์ เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้ง ไม่ผิดเลยหากจะกล่าวหาว่าเป็นการเอาเงินภาษีประชาชน มาซื้อเสียงเพื่อตอบสนองความอยากในการสืบทอดอำนาจของพวกท่าน ท่านอาศัยช่องว่าง ตีความแบบศรีธนญชัยว่า ท่านไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ มีอำนาจเต็ม แจกเบี้ยสูงอายุ แจกบัตรคนจน เพิ่มเบี้ย อสม.ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน โดยท่านไม่มีความละอายใดๆ เลยว่า ท่านเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง

ระยะที่ 4 พ.ศ. 2562-2563 ทุ่มให้สินเชื่อแต่ไร้กำลังซื้อ เพราะท่านไม่เข้าใจว่าช่วงเวลาไหนประเทศไทยต้องการอะไร ท่านทุ่มสินเชื่อจำนวนเป็นแสนแสนล้าน แต่ท่านไม่รู้หรือว่าปัญหาของเอกชนคือ ไม่มีคนจะซื้อของที่พวกเขาผลิต ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชารัฐสร้างไทย มาตรการต่อเติมเสริมทุน SMEs สร้างไทย ท่านทำให้เศรษฐกิจพังพินาศจนประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยกำลังซื้อ แต่ท่านกลับเอาเงินมาให้สินเชื่อ ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดต่อธุรกิจเพราะขายไม่ได้ แต่ประโยชน์กลับตกไปสู่มือเอกชนที่แข็งแรง ที่ใกล้ชิดกับพวกท่าน

การดำเนินงานทั้ง 4 ระยะที่กล่าวมานี้ เป็นภาพสะท้อนถึงความผิดพลาดของการบริหารเศรษฐกิจของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและคณะ จะด้วยความไม่รู้ มือไม่ถึง ไร้ศักยภาพ หรือจะด้วยผลประโยชน์แอบแฝงของพวกพ้อง ...แต่ท่านได้ทำลายประเทศที่ท่านพูดเสมอว่าท่านรัก ท่านได้ทำลายชีวิตของประชาชน ทำลายศักยภาพของประเทศ ท่านทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศโดยการบริหารที่ผิดพลาด เลือกคนที่ไร้ความสามารถมาบริหาร ท่านทำประเทศที่เคยเป็นความหวัง กลายเป็นประเทศสิ้นหวัง ไร้ทิศทาง ท่านได้ใช้เงินงบประมาณประเทศออกแบบมาตรการเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง

ท่านทราบหรือไม่ว่าการบริหารที่ล้มเหลวของท่าน ได้คร่าชีวิตประชาชนที่จากภาวะเศรษฐกิจ อีกกี่ศพจะต้องสังเวยให้กับความไร้ประสิทธิภาพแต่อยากอยู่ในอำนาจของท่าน ลูกของชาวบ้านอีกกี่คนต้องออกจากโรงเรียนเพราะความยากจน ตราบาปที่ท่านทำกับเศรษฐกิจประเทศนี้จะถูกจารึกไว้ว่า คนชื่อพลเอกประยุทธ์ ได้ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศอันเป็นที่รักของพวกเรา ผมจึงไม่อาจไว้วางใจให้ท่านทำความเสียหายด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไปได้ ผมทนไม่ได้ที่จะเห็นประเทศต้องล่มจมเพราะความไร้ประสิทธิภาพของท่าน

ประการที่ 4.ล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ที่หมักหมมต่อเนื่องกันมากว่าหลายปี เกิดขึ้นจากการบริหารที่ของรัฐบาลที่ปราศจากการตรวจสอบ การปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ จึงเป็นเพียงเพื่อสร้างภาพ และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม แต่ในขณะที่หากเป็นคนในฟากฝั่งรัฐบาลถูกกล่าวหาเรื่องทุจริต กลับมีการปกป้องพวกพ้องอย่างเห็นได้ชัด ละเลยที่จะดำเนินการ ขณะที่ผู้ร้องเรียนถูกเรียกไปปรับทัศนคติ บางคนถูกดำเนินคดี ส่วนองค์กรตรวจสอบต่างๆ ก็มุ่งช่วยเหลือปกปิด หรือทำให้ล่าช้า และสุดท้ายก็เงียบหายไป

ผมไม่ได้กล่าวหาพวกท่านลอย ๆ เพราะมีข้อมูลตัวเลขจากการศึกษาสำรวจที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนมาก่อนหน้านี้ อย่างเช่นผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พบว่า ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในยุครัฐบาล ของท่าน เพิ่มขึ้นถึง 37% สูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 และคาดว่าสถานการณ์ทุจริตคอรัปชันในปี 2561 จะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ผลการสำรวจยังบอกต่อว่าสถานการณ์คอรัปชันไทยเริ่มมีสัญญาณ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 2558 หลังจากเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยพบว่า อัตราการจ่ายใต้โต๊ะปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 5–15 สูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2558 งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2560 จากหยาดเหงื่อภาษีของประชาชน มีวงเงิน 2.932 ล้านล้านบาท ถ้าคอรัปชันไป 5–15% ก็เท่ากับทำไปถึง 146,600 ล้านบาท –439,800 ล้านบาทผลสำรวจยังระบุว่า งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2561 มีวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ถ้าคอรัปชันไปเท่าเดิม 5–15% เงินภาษีของประชาชนก็จะถูกคอรัปชันไปถึง 145,000–435,000 ล้านบาท ถ้าสองปี ภาษีประชาชนถูกปล้นไปถึง 291,600–874,800 ล้านบาท

ผมเห็นตัวเลขคอรัปชันแล้วตกตะลึงว่าคอรัปชันกันมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ แล้วที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศปราบคอรัปชันทุกวัน รัฐบาลปราบจริงหรือไม่ ถ้าปราบจริงทำไมการทุจริตคอรัปชันปี 2560 จึงสร้างสถิติใหม่สูงสุดในรอบ 3 ปี และอีกข้อมูลหนึ่งที่ยืนยันความล้มเหลวในการปราบทุจริตคอรัปชันของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอรัปชั่นในภาครัฐทั่วโลก ประจำปี 2018/2561 ซึ่งผลปรากฏว่า ประเทศไทยถูกลดอันดับลงจากอันดับที่ 96 เมื่อปี 2560 เป็นอันดับที่ 99 แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ความรุนแรงของการคอรัปชั่นกันในกองทัพ การทำธุรกิจหาประโยชน์กันในกองทัพ จนกลายเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมกราดยิงที่โคราช ผมอยากตั้งคำถามว่า เรื่องเหล่านี้ คนที่เป็นอดีต ผบ.ทบ.ทั้งหลาย ที่วันนี้เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังปล่อยปละละเลย ทำอะไรไม่ได้ แล้วจะมีความจริงใจในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ

ดังนั้นผมจึงไม่อาจไม่วางใจให้พวกท่านอยู่ในตำแหน่งเพื่อบริหารประเทศกันต่อไป โดยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ซ้ำร้ายยังปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มมากขึ้น ท่านอาจจะแกล้งหรี่ตามองไม่เห็น เพราะคนที่ทำเป็นผู้คนที่แวดล้อมท่าน แต่ผมไม่อาจทนเห็นการโกงเงินภาษีประชาชนเป็นแสนล้าน ในวันที่พี่น้องประชาชนอยู่ในสภาวะที่ลำบากยากเข็ญอีกต่อไปได้

ประการที่ 5.ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี เราทราบกันดีว่า ผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานและองค์กร และภาวะผู้นำมีผลอย่างยิ่งต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของคนในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นผู้นำประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภาวะความเป็นผู้นำย่อมมีผลทั้งที่เป็นบวกและเป็นลบ ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะเป็นผู้นำกองทัพที่ดี แต่สำหรับการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ผมคิดว่าท่านสอบตกนะครับ เพราะ ท่านอาจจะมีความคุ้นชินกับการบริหารราชการแบบทหารที่ยึดถือว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุด คำสั่งการเป็นแบบบนลงล่างที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ต้องการการทักท้วง หรือ ความเห็นต่าง โดยไม่ได้เข้าใจว่าการบริหารประเทศนั้นต้องการการมีความส่วนร่วมของผู้คนทุกภาคส่วนในการมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ด้วยความเคยชินกับการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ หลายครั้งเราจึงได้เห็นพฤติกรรม ของนายกรัฐมนตรี เช่น การทุบโต๊ะ โยนของใส่ผู้สื่อข่าว มองเห็นคนเห็นต่างเป็นศัตรู ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำพูดที่สะท้อนวุฒิภาวะทั้งทางปัญญาและอารมณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในหลายๆ วาระ ที่นอกจากจะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มเติมขึ้นไปอีก หลายครั้งคำพูดนั้นก่อให้เกิดผลกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสังคมโลกด้วย เช่น การพูดถึงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษสองคนถูกฆาตกรรมบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี และล่าสุดเป็นความสะเทือนใจของคนไทยทั้งประเทศที่เห็นท่าที การแสดงออกทั้งทางคำพูดและการแสดงออกที่ผิดกาลเทศะ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกราดยิงที่โคราช

การแสดงออกของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้สื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้นำประเทศ ที่น่าอับอาย ผมจึงไม่อาจไว้วางใจให้ท่านซึ่งประกาศตัวว่ามีเซลล์สมอง 84,000 เซลล์ บริหารประเทศต่อไปได้ ท่ามกลางความล้มเหลวต่อความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนนี้ โดยสรุปจากที่กล่าวมาทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านจะได้อภิปรายหลังจากนี้ ผมจึงไม่อาจไว้วางใจให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีที่มีชื่ออยู่ในญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ บริหารประเทศต่อไป

เพราะตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ผมไม่เห็นศักยภาพของท่านทางด้านการบริหาร หรือเป็นนักยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้นำประเทศควรจะมี แต่ผมกลับเห็นท่านซึ่งอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีทำได้เพียงแค่นักธุรการทั่วไป ทำหน้าที่เพียงแค่ใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน แต่ไม่รู้จักวิธีหารายได้เข้าประเทศ บริหารประเทศบนพื้นฐานของอารมณ์และความรู้สึก แต่มิได้บริหารบนพื้นฐานของความรู้ ดังนั้นผมไม่อาจไว้วางใจท่านให้บริหารประเทศแล้วทำให้ลูกหลานของเราในอนาคต ต้องรับมอบประเทศไทยที่เป็นซากปรักหักพังต่อจากคนรุ่นเรา ผมจึงกล่าวหาท่านด้วยความล้มเหลวทั้ง 5 ประการ และไม่อาจไว้วางใจให้ท่านบริหารประเทศต่อไปได้