ชูวิทย์ แฉอิทธิฤทธิ์ "งูเห่าระดับพญานาค นอกสภา" ที่ทำให้ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลไม่ได้

  • วันที่ 15 ม.ค. 2563 เวลา 13:44 น.

ชูวิทย์ แฉอิทธิฤทธิ์ "งูเห่าระดับพญานาค นอกสภา" ที่ทำให้ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลไม่ได้

ชูวิทย์ เล่าเบื้องหลังการเมืองที่ทำให้ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลไม่ได้ เพราะงูเห่าระดับพญานาคนอกสภา บอกของจริงนั่งคุยกับลุงในห้องสูทโรงแรมกลางกรุง-ไม่ต้องไปวิ่ง

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กบอกเล่าถึงเบื้องหลังการเมือง "งูเห่าตัวใหญ่ ที่ไม่เคยปรากฏตัว" กัลการ

นายชูวิทย์ ระบุว่า เคยพูดเรื่องงูเห่ามานานหลายครั้งแล้ว ตอนนี้ได้เห็นตัวเป็นๆนับได้ 12 ตัว แม้ว่าตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร แต่ท้ายสุดก็หนีไม่พ้นที่จะต้องแสดงตัว งูเห่ามีข้ออ้างสารพัด ไม่ว่า หนี้บุญคุณ ,คดีของวงศาคณาญาติ ,ประชาชนในพื้นที่ต้องการ ,อยู่แล้วอึดอัด ,กรรมการบริหารไม่เห็นหัว ,อุดมการณ์ไม่ตรงกัน (เพิ่งนึกขึ้นได้) แต่เชื่อร้อยทั้งร้อยไม่พ้น เรื่องที่ชาวบ้านร้านกาแฟแถวเยาวราชบ้านผมคุยกันไว้ เขาทำท่าตบกระเป๋ากันป้าบๆ ตุงกันเป็นแถว

บรรดางูเห่าพวกนี้ถือเป็นเพียง “งูเห่ารุ่นเยาว์” กำลังอยากเติบโต ทนกลิ่นยั่วเย้าไม่ไหว แต่ที่ผมจะพูดถึงนี้ คนทั่วไปหรือแม้แต่พวกนักวิเคราะห์การเมืองก็ไม่รู้ การที่พรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเพื่อไทย แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจ” สักกี่รอบ ก็ล้มรัฐบาลไม่ได้

เหตุเพราะนี่เป็น “กลยุทธ์การเมืองระดับปรมาจารย์“ หากให้ผมเรียกภาษาชาวบ้าน คือ “งูเห่าระดับพญานาค” ที่ส่งเสียงคำรามน้ำกระเพื่อม แต่มองไม่เห็นตัวตน (เพราะไม่ได้อยู่ในสภา)

การขู่ฟอดๆ ของระดับพญานาค ว่าจะเอารายชื่อนั้น รายชื่อนี้ ของบรรดาคณะรัฐมนตรีไปขึ้นเขียงในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยทะยอยปล่อยทีละชื่อ ต้นสายปลายเหตุที่มัวแต่ทำเป็นคัดชื่อยังไม่นิ่ง ก็เพราะเขย่ากันไม่เสร็จ ต่อรองกันอยู่กับรัฐบาล ไอ้แบบนี้เรียกว่า “งูเห่า” หรือ “พญางูเห่า” กันแน่?

นายชูวิทย์ ระบุว่า คนที่น่าอภิปรายที่สุด กลับไม่มีชื่อ หากคิดล้ม คงรู้ว่าใครมีอำนาจบารมีในรัฐบาลนี้ และเป็นจุดเปราะบางที่ฝ่ายค้านจะทะลวงได้ แต่เปล่า ถึงใส่ชื่อก็ขอเอาแค่น่วมๆ ไม่ถึงขนาดมองหน้ากันไม่ติด แล้วถ้าถึงขนาดไม่อภิปรายคนนี้ มันจะได้ประโยชน์อะไร? มากแค่ไหน? เอาอะไรมาแลก? รายชื่ออภิปรายได้แค่บรรดาน้องๆ ส่วนพี่ใหญ่เอาไว้ใช้ขู่เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน

อย่างงี้งูเห่าแบบ 12 ตัวนั้น มันยังไม่มีบารมีทำได้ และยังยอมรับว่าเป็นงูเห่าแบบหน้าชื่นตาบาน แต่ไอ้ที่อยู่เบื้องหลังนี่สิ น่าจะเรียกว่า “เผด็จการฝ่ายค้าน” ไปเลยก็ได้ ผมเห็นชัดเหมือน 10 ปีก่อน ที่จับปลาไหลคามือมาแล้ว การเมืองไม่ได้เปลี่ยนเลยสักนิด

เล่นการเมืองแบบนี้มันลึกซึ้งนัก ได้ประโยชน์มากกว่า แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาล

งูเห่าระดับ ”พญานาค” หรือจะเรียกว่าระดับ “อนาคอนด้า” ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นในสภาเหมือนระดับงูเห่ากระจอกๆ บารมีก็ได้ ชื่อก็ไม่เสีย ไม่ต้องให้คนด่า ไม่ต้องไปวิ่งไล่ใครให้เห็น ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ เพราะมีคนไปร้องให้กวนใจ นั่งจิบไวน์สบายแฮที่บ้าน

แล้วอย่างนี้พรรคอนาคตใหม่หวังจะประสบความสำเร็จได้ยังไง? ในเมื่อฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพแบบนี้? เพราะมันเป็นฝ่ายค้านเทียม เตี๊ยมกันมาแต่ต้น จะไป “วิ่งไล่ลุง” มันแค่หนังไทย ต่อรองอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ระดับอินเตอร์แบบที่เขาเล่น มันเหลือเชื่อ ของจริง เขา “นั่งคุยกับลุง” อยู่บนโต๊ะจีนในห้องสูทโรงแรมระดับ 5 ดาว แถวๆ ถนนราชดำริ ของนายทุนใหญ่ มีลิฟท์ VIP ไม่ปะปนกับคนทั่วไป

“หากจะไม่ให้อภิปรายคนนี้ จะขอคนนั้นขึ้นเป็นรัฐมนตรี ตอนปรับ ครม. หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจบ”

นายชูวิทย์ ทิ้งท้ายว่า นักการเมืองรุ่นเก๋าเขาถึงบอก อุดมการณ์ต้องเก็บไว้ในลิ้นชัก การเมืองในสภามันลิเกโรงใหญ่ ผลประโยชน์ต้องมาก่อนประเทศชาติ เพราะหากกูยังไม่ได้ประโยชน์ แล้วประเทศชาติจะไปได้ประโยชน์ ยังไงวะ?

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ