โพล ชี้ ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนรัฐบาล กลุ่มพลังเงียบให้เวลาอีก 3-4 ปี

วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 12:13 น.
โพล ชี้ ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนรัฐบาล กลุ่มพลังเงียบให้เวลาอีก 3-4 ปี
"ซูเปอร์โพล" เผยผลสำรวจร้อยละ 62.7 เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนรัฐบาล ชี้กลุ่มพลังเงียบร้อยละ 39 กำลังหันมาให้โอกาสรัฐบาลแก้ปัญหานานขึ้นไปอีก 3-4 ปี

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง โอกาสรัฐบาลในสภาวะปัจจุบัน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,105 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 9-10 ม.ค. 63 ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงความรู้สึกกลัวที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าหรือมีความหวังจะก้าวต่อไปในสภาวะปัจจุบันที่มีข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยและคนร้ายปล้นร้านทองสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นต้น พบว่า ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 51.3 รู้สึกกลัวที่จะก้าวต่อเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.5 ในผลสำรวจเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 และร้อยละ 47.8 ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่คนที่มีความหวังจะก้าวต่อไปลดลงจากร้อยละ 68.5 ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2562 มาอยู่ที่ร้อยละ 52.2 ในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาและตกมาอยู่ที่ร้อยละ 48.7 ในการสำรวจครั้งล่าสุดนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความเหมาะสมต่อการเปลี่ยนรัฐบาลในเวลานี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.7 เห็นว่ายังไม่เหมาะสม ขณะที่ร้อยละ 14.4 ระบุว่าเหมาะสม และร้อยละ 22.9 ไม่มีความเห็น นอกจากนี้ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงระยะเวลาที่ให้โอกาสรัฐบาลในสภาวะปัจจุบันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ พบว่า ร้อยละ 35.2 ให้เวลา 2-3 ปี ร้อยละ 32.6 ให้เวลา 3-4 ปีขึ้นไป ร้อยละ 26.7 ให้เวลา 1-2 ปี และร้อยละ 5.5 เท่านั้นที่ให้เวลาน้อยกว่า 1 ปี

ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกแบ่งประชาชนออกตามจุดยืนทางการเมืองคือ สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาลและพลังเงียบ พบว่า กลุ่มที่เป็นพลังเงียบจำนวนมากที่สุดคือ ร้อยละ 39.0 กลับมาให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหานาน 3-4 ปีขึ้นไป ในขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 37.1 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 18.4

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มพลังเงียบกำลังหันมาให้โอกาสรัฐบาล 3-4 ปีขึ้นไปมากที่สุด เพราะรัฐบาลเคยมีผลงานด้านความมั่นคงและความสงบของบ้างเมืองจะช่วยลดทอนความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านและความกลัวต่อการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีกจากความวุ่นวายทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น เหตุคนร้ายปล้นร้านทองฆ่าผู้บริสุทธิ์ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกกลัวเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่นักการเมืองฝ่ายค้านควรศึกษาอารมณ์ของประชาชนที่กำลังอ่อนไหวและหวาดกลัวต่อสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลควรเร่งทำผลงานให้ประชาชนรู้สึกดีเกิดความหวังมากกว่าความกลัว