posttoday
เตือนไทยระวังติดกับดัก PPP และ EEC ทำช่องว่างเหลื่อมล้ำเพิ่ม

เตือนไทยระวังติดกับดัก PPP และ EEC ทำช่องว่างเหลื่อมล้ำเพิ่ม

27 ตุลาคม 2562

สมาชิกวุฒิสภาเตือนไทยระวังติดกับดัก PPP และ EEC เปิดทาง "เอื้อเจ้าสัว" ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศเพิ่มมากขึ้น

สมาชิกวุฒิสภาเตือนไทยระวังติดกับดัก PPP และ EEC เปิดทาง "เอื้อเจ้าสัว" ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในประเทศเพิ่มมากขึ้น

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 โดยเตือนให้ระวังการใช้วิธีร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ที่อาจพาประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่ก็จะทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อความดังนี้

ระวัง - กับดัก PPP และ EEC !

เปิดลังกฎหมายงบประมาณปี 2563 หยิบเล่มภาพรวมมาอ่าน พร้อมความคิดคำนึงบางประการที่ขอบันทึกไว้

เราติดกับดักงบประมาณขาดดุลมาเป็นเวลานาน แต่หลายปีมานี้เราน่าจะติดกับดักการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง เป็นผลต่อเนื่อง และเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน

ล่าสุด มีการตั้งเป้าว่าจะจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2573 โน่น

แต่ห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองทั้ง 2 ขั้วที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่างก็ใช้วิธีหรือพยายามใช้วิธีออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีและใช้เงินกู้นั้นไปตามโครงการพิเศษต่อเนื่องกันหลายปี โดยไม่นำมาบรรจุไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี เหตุเกิดในช่วงปี 2552 และช่วงปี 2554 - 2556 ซึ่งก็มีเหตุผลในระดับสำคัญ เพราะ

1. การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเป็นฐานในการลงทุนด้านอื่น ๆ

2. การมีกฎหมายพิเศษกำหนดวงเงินลงทุนล่วงหน้าไว้หลายปีเป็นการสร้างความเชื่อมั่น

3. การลงทุนภาครัฐเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

4. งบลงทุนในกฎหมายงบประมาณแต่ละปีมีจำกัด

แต่ก็มีข้อเสียหลายประการด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดคือทำให้งบประมาณตามกฎหมายพิเศษได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภาเข้มข้นน้อยกว่างบประมาณตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี และทำให้กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ครบถ้วน

รัฐบาลนี้ และรัฐบาลคสช. ไม่เคยใช้วิธีออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกงบประมาณ

โดยได้หันใช้วิธี PPP แทน

เหตุผลสำคัญก็เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3-4/2557 และล่าสุดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง 2561 ที่เพิ่งออกใหม่แม้จะไม่ได้ห้ามแต่ก็มีข้อกำหนดเข้มงวดมากขึ้นในมาตรา 53 แต่ในเมื่อยังมีความจำเป็นต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะต่าง ๆ อยู่ตามเหตุผล 4 ข้อข้างต้น ก็มีหนทางเดียว

แต่ PPP ก็มีผลข้างเคียงใหญ่มหาศาล

เพราะเอกชนแตกต่างจากรัฐ เอกชนย่อมต้องหวังกำไร ซึ่งไม่ผิด เพราะต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ประชาชนโดยรวมของประเทศ

อย่างน้อยเราก็ได้ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นการ ‘เอื้อเจ้าสัว’ ดังขึ้น ๆ

รัฐบาลนี้มีแนวโน้มจะใช้ PPP มากขึ้น มีการสร้างกรอบของ PPP ในช่วงปลายรัฐบาลคสช. โดยการตรากฎหมาย PPP ฉบับใหม่ (พ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562) กฎหมายที่ราชพัสดุ (พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562)

รวมทั้งกฎหมายที่ถือว่าเป็นธงนำที่มีลักษณะเป็น Super PPP อย่าง EEC (พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561)

ไม่ต้องพูดถึง EEC ว่ามีการคิดนอกกรอบยกเว้นกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของการส่งเสริมกาารลงทุนขนาดไหน

ในกฎหมาย PPP ใหม่ยังมีการปรับเปลี่ยนนิยามว่าด้วย PPP หรือการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนเสียใหม่ให้จำกัดเฉพาะแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะเท่านั้น ตัดการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินและที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐออกไปจากความหมายของการร่วมทุน อันจะมีผลทำให้หน่วยราชการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินและที่ราขพัสดุที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐได้ง่ายกว่าเดิม เพราะไม่ต้องไปเข้ากรอบกฎหมาย PPP ใหม่ที่จำกัดไว้เฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะเท่านั้น

PPP และ Super PPP อย่าง EEC รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของหน่วยราชการและหน่วยงานของรัฐรวมทั้งที่ดินและที่ราชพัสดุได้ง่ายกว่าเดิม หากทำสำเร็จ เศรษฐกิจกระแสหลักที่เน้นภาพรวมของประเทศไทยผ่านตัวเลข GDP ก็จะดีขึ้น พุ่งทะยานขึ้น อาจถึงขั้นหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ แต่ต้องบอกว่านอกจากจะไม่ได้ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังจะเป็นการถ่างให้กว้างขึ้นอีกต่างหาก เพราะนี่ไม่ใช่การลงทุนภาครัฐแต่ฝ่ายเดียวที่รัฐไทยปัจจุบันทำได้ยากขึ้น

ก็ต้องระวังและหาทางแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ

เพราะขณะที่เป้าหมายรวมคือต้องการพาประเทศก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง อาจจะต้องมาติดกับดักตัวใหม่คือกับดัก PPP และ EEC

ที่อาจจะทำให้แม้หลุดออกจากความเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้ในที่สุด แต่หากไม่อาจหนีพ้นความเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอันดับต้น ๆ ของโลกนี่จะคุ้มกันหรือเปล่าหนอ

ที่มา Kamnoon Sidhisamarn

ข่าวล่าสุด

GULF จับมือ วิศวฯ จุฬาฯ เปิดแข่งนวัตกรรมสู้โลกร้อนปี 3

GULF จับมือ วิศวฯ จุฬาฯ เปิดแข่งนวัตกรรมสู้โลกร้อนปี 3