ใช้งบหมื่นล.ฟื้นฟูน้ำท่วม

วันที่ 26 ต.ค. 2553 เวลา 16:18 น.
นายกรัฐมนตรี เชื่อ มีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่ต่ำ 1 ล้านคน คาดใช้งบประมาณฟื้นฟูกว่าหมื่นล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่มีคำสั่งให้มีการทบทวนการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลนั้น  ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประมูลข้าว แต่เกิดจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทบกับผลผลิตข้าวของประเทศ ประกอบกับหลายพื้นที่ได้พักการปลูกข้าวในช่วงภัยแล้ง และหลังจากนี้ก็จะสายเกินไปที่จะเริ่มปลูกข้าวใหม่ จึงอาจจำเป็นต้องระบายข้าวมาสู่ตลาดในประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ของประเทศในปีนี้น่าจะมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอาจจะมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน และคาดว่าจะต้องใช้เงินเพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการประเมินความเสียหายในด้านเศรษฐกิจเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)พิจารณา

"ขณะนี้  มีแล้วประมาณ 5.8 แสนครัวเรือน จากวันที่ 22 จนถึงวันนี้ยังมีอีกเยอะ อาจจะไต่ถึงล้านเลยก็ได้ ถ้ารวมการฟื้นฟูการลงทุนและทางด้านเกษตรกรรม ผมว่าต้องเป็นหมื่นล้านบาท"นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะที่เงินช่วยเหลือเบื้องต้นที่รัฐบาลได้อนุมัติหลักเกณฑ์ไปครอบครัวละ 5 พันบาท กรณีที่ได้รับความเสียหายในส่วนของทรัพย์สินหากเกิดน้ำท่วมขังต่อเนื่อง 7 วัน หรือเป็นการท่วมฉับพลัน ครัวเรือนใดไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะเข้าไปใช้หลักเกณฑ์ความช่วยเหลือเดิม โดยการจ่ายเงินยึดตามทะเบียนบ้าน ซึ่งจะไม่จ่ายผ่านองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คณะกรรมการชุดที่รับผิดชอบจะเป็นผู้กำหนดอีกครั้ง คาดว่าเงินจะถึงมือประชาชนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 1 เดือน

เมื่อถาม ถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนายกฯ กล่าวว่า ถ้าท้องถิ่นทำไม่ถูกต้องก็ต้องไปตรวจสอบให้เกิดความถูกต้อง

นอกจากนั้น ในการประชุมครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า จะมีการประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไปทบทวนมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากเดิมกำหนดให้จ่ายเงินชดเชยไร่ละ 600 บาท นอกจากนั้นจะมีการมาตรการพักหนี้เกษตรกร ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) สหกรณ์การเกษตร กองทุนหมู่บ้าน ซึ่ง ธ.ก.ส.ยังพร้อมให้สินเชื่อหากเกษตรกรต้องการ  ส่วนผู้ประกอบการ เช่น ธุรกิจการค้าที่ได้รับผลกระทบจะมีการประเมินเพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์น้ำในกทม. และปริมณฑล ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไม่สามารถไว้วางใจได้ และให้ทุกหน่วยงานรายการสถานการณ์ ในแต่ละที่ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้ากทม.  ส่วนสถานการณ์น้ำที่ จ.อุบลราชธานี คาดว่าน้ำจากลำน้ำมูลและลำน้ำชีจะไหลไปถึงปากแม่น้ำโขงไม่พร้อมกัน แต่ก็จำเป็นต้องดูปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่จะหนุนเพิ่มขึ้นด้วย