ศาลสั่งรวมคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร"วัฒนา-อริสมันต์" นัดตรวจพยาน ก.พ. ปี 62

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 13:50 น.

ศาลสั่งรวมคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร"วัฒนา-อริสมันต์" นัดตรวจพยาน ก.พ. ปี 62

ศาลฎีกาสั่งรวมคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร"วัฒนา-อริสมันต์" ให้การปฏิเสธ สั่งนัดตรวจพยาน ก.พ. ปี 62 พร้อมออกหมายจับจำเลย 4 รายเบี้ยวนัด

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. เวลา 09.30 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ 2 สำนวน ในคดีหมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 60 ปี อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 และแกนนำพรรคเพื่อไทย , นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548–2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง, น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ, บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และบริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ โดยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

และคดีหมายเลขดำ อม.102/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 54 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย, บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด, บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรินซิพเทค ไทย จำกัด และ น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน บริษัท ไทยเฉนหยูฯ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายวัฒนา อดีต รมว.พม.ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด แก่ตนเองหรือผู้อื่น และสนับสนุนนายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีต กคช. ซึ่งเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148  และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91

โดยในวันนี้ นายวัฒนา นายอริสมันต์  และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ขณะที่ศาลก็ได้เบิกตัว นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 และ น.ส.รัตนา ลูกน้องเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 5 ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจีจากเรือนจำมาศาล

ส่วน น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว จำเลยที่ 6, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา จำเลยที่ 7 ในสำนวน อม.42/2561 กับ บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด จำเลยที่ 2 , บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 3 ในสำนวน อม.102/2561 ไม่มาศาล

โดยเมื่อถึงเวลานัด ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องสรุปให้จำเลยฟังว่า คดีนี้อัยการสูงสุดฟ้องนายวัฒนา จำเลยที่ 1 ว่าขณะดำรงตำแหน่ง รมว.พม.ได้ร่วมมือกับจำเลยอื่นแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรไม่เป็นไปโดยชอบ ซึ่งศาลสอบถามจำเลยแล้ว จำเลยที่มาศาลทั้ง 10 รายให้การปฏิเสธ

ส่วนจำเลยที่ไม่มาศาลอีก 4 รายนั้นไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ให้ถือว่าให้การปฏิเสธ

ขณะที่ผู้แทนอัยการสูงสุด โจทก์ ได้ขอให้รวมคดี อม.42/2561 กับ อม.102/2561 พิจารณาเป็นสำนวนเดียวกันเนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์ร่วมกัน ตามที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งต่อศาลแล้ว มีข้อเท็จจริงพยานหลักฐานเป็นชุดเดียวกัน โดยศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงเห็นว่าเพื่อสะดวกแก่การพิจารณา อนุญาตให้รวมสำนวนพิจารณา โดยให้สำนวนคดีหมายเลขดำ อม.42/2561 เป็นสำนวนหลัก นายวัฒนา เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นนับเป็นลำดับต่อมา

ทั้งนี้ในส่วนของจำเลย 4 รายที่ไม่มาศาล โดย  2 รายคือจำเลยที่ 6-7 ในคดีหมายเลขดำ อม.42/2561นั้น ศาลอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 6-7 เช่นเดียวกับ จำเลยที่ 2-3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในคดี อม.102/2561 เมื่ิอได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้วไม่มีผู้แทนมาศาล จึงให้ออกหมายจับผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2-3 มาศาลเพื่อร่วมกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

ทั้งนี้ศาลได้กำชับให้ จำเลยที่จะยื่นคำให้การปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ยื่นภายใน 30 วันด้วย โดยศาลกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไปในวันที่ 12, 15 ก.พ.62 เวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อสร้างแห่งใหม่ที่สนามหลวง เขตพระนคร

อย่างไรก็ดี ศาลได้ชี้แจงเหตุผลด้วยว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 การพิจารณาลับหลังจำเลยที่หลบหนีและไม่สามารถติดตามตัวได้ต้องผ่านพ้นไปแล้ว 3 เดือน เพื่อการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปพร้อมกัน จึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายวัฒนา และ นายอริสมันต์ นั้น วันนี้ทั้งก่อนและหลังการพิจารณาของศาล ทั้งสองไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ