ศาลสั่งรวมคดีสุเทพ-แกนนำกปปส.25คนพิจารณาเป็นคดีเดียว

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 20:25 น.

ศาลสั่งรวมคดีสุเทพ-แกนนำกปปส.25คนพิจารณาเป็นคดีเดียว

ศาลสั่งรวมคดี "สุเทพ-แกนนำ กปปส."25 คน พิจารณาเป็นคดีเดียวกัน พยานอัยการจัด 80 ปาก จำเลย 100 ปาก เริ่มสืบพยาน 14 พ.ค.ปี62

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้นัดตรวจพยานหลักฐาน คดีชุมนุม กปปส.ร่วมกันเป็นกบฏ รวม 3 สำนวน ประกอบด้วย คดีหมายเลขดำ อ.247/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 69 ปี ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตเลขาธิการ กปปส. กับแกนนำ กปปส.เวทีจุดต่างๆ รวม 9 คน , คดีหมายเลขดำ อ.832/2561 ที่ยื่นฟ้องนางอัญชะลี ไพรีรัก อายุ 52 ปี อดีตพิธีกรเวทีชุมนุม กปปส. , นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตพระพุทธะอิสระ อายุ 58 ปี เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ กับแนวร่วม กปปส. รวม 14 คน และคดีหมายเลขดำ อ.1185/2561 ที่ยื่นฟ้อง ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ อายุ 60 ปี ผู้ประสานงานกองทัพธรรม และนายมั่นแม่น กะการดี อายุ 38 ปี แนวร่วมกองทัพธรรม

โดยทั้ง 3 สำนวนทยอยยื่นฟ้อง เมื่อต้นปี 2561 ในความผิดฐานร่วมกันกบฏ , สนับสนุนกบฏ , ร่วมกันก่อการร้าย (ฟ้องเฉพาะนายสุเทพ กับ นายชุมพล จุลใส อายุ 48 ปี แกนนำ กปปส.เวทีแยกราชประสงค์) , ขัดขวางการเลือกตั้งฯ และข้อหาอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 135/1, 209 , 210, 215, 216, 362, 364, 365, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 76, 152 ประกอบมาตรา 83, 86, 91 รวม 8-9 ข้อหา จากการร่วมชุมนุมกันของ กปปส.ที่มีนายสุเทพ เป็นผู้นำการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 56 – 1 พ.ค.57 ซึ่งมีการพาผู้ชุมนุมบุกรุกปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายคำฟ้องอัยการโจทก์ยังได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของจำเลยด้วยมีกำหนด 5 ปี

ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 600,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้วยว่า ห้ามจำเลยทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

โดยวันนี้ นายสุเทพ พร้อมแกนนำและแนวร่วม กปปส. ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ ส่วน นายสุวิทย์ ซึ่งตัวถูกขังระหว่างฝากขังคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหาปลอมพระปรมาภิไธยจัดสร้างพระและคดีทำร้ายเจ้าหน้าที่สายสืบการชุมนุม ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาศาล โดย นายสุวิทย์ได้นั่งรถเข็นมาจากเรือนจำเนื่องจากมีอาการป่วยเลือดออกในกระเพาะอาหาร แต่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับแกนนำและแนวร่วม กปปส.

ขณะที่ ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องโดยสรุปให้จำเลยทั้งหมดฟังว่า จำเลยกับพวกได้ปราศรัยชักชวนกันขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ จัดหาชายฉกรรจ์เป็นกองกำลังไล่ล่าจับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรี ชักชวนหน่วยงานราชการและเอกชนหยุดงาน ไม่จ่ายภาษี มีการชุมนุมปิดถนน ปิดกรุงเทพฯ ตัดน้ำตัดไฟหน่วยงานราชการ บุกรุกสถานที่ราชการ มุ่งหมายให้รัฐบาลหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีกองกำลังใช้อาวุธ ก่อการร้ายโดยเข้าควบคุมระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ทีโอที เมื่อมีการประกาศการเลือกตั้ง พวกจำเลยได้ดำเนินการไม่ให้มีการสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเข้าใช้สิทธิโดยปิดกั้นหน่วยเลือกตั้ง ปราศรัยว่า กปปส.จะใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แต่งตั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีขึ้นเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่อง

ซึ่งศาลสอบคำให้การแล้ว จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นายสุเทพ แถลงต่อศาลประกอบการปฏิเสธด้วยว่า การชุมนุมเป็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ รัฐบาลในขณะนั้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจฉ้อฉลปล้นประเทศ พวกตนจึงใช้สิทธิพลเมืองในการต่อต้านรัฐบาลที่เป็นทรราช หากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายไม่สิ้นสุด และขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

ขณะที่จำเลยอื่นๆ เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ , นายสาธิต เซกัลป์ , นายสุวิทย์ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ , ร.ต.แซมดิน และ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี ก็ได้ขึ้นแถลงต่อศาลทำนองสนับสนุนคำแถลงของนายสุเทพด้วย ยืนยันว่า การที่จำเลย ชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญฯ เป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ได้รับความคุ้มครอง ไม่ได้ขวางการเลือกตั้ง ขอให้ศาลอาญาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการชุมนุมด้วย โดยพวกจำเลยยังกล่าวทำนองตั้งคำถามต่อการนิยามข้อหากบฏของอัยการด้วยว่าต้องมีพฤติการณ์อย่างไร ซึ่งต้องการให้อัยการอธิบายพฤติการณ์ของจำเลยรายคนให้ชัด ไม่ควรฟ้องเหมารวม

นายสุเทพ ได้ถามกลับอัยการเพื่อให้ยืนยันต่อศาลด้วยว่า ผู้ต้องหา คดีกบฏ กปปส.ที่เหลืออีก 28 คน จะสามารถฟ้องได้หมดเมื่อใด โดยพนักงานอัยการได้ชี้แจงว่า จากที่คุยกับทนายความจำเลย มีบางรายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขอเงินประกันตัวจากกองทุนยุติธรรมที่รออนุมัติอยู่ และผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้เลื่อน จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะฟ้องได้หมดเมื่อใด

ขณะที่ นายสุวิทย์ ได้แถลงต่อศาลด้วยทำนองว่า ประเทศไทยเอาคนไปติดคุกเยอะแยะได้อะไร ทุกวันนี้คนล้นคุกเป็นภาระรัฐบาลเลี้ยงดู อย่างห้องควบคุมที่ตนอยู่ บางวันก็นอน 30-50 คน โดยห้องที่นอนก็ไม่ได้กว้าง สาธารณูปโภคก็ไม่ได้ดีนัก เราไม่ได้เป็นคนทำร้ายชาติ แต่พอคนโกงหมื่นล้าน ศาลลงโทษติดคุก 1-2 ปี อัยการก็ไม่ตามอุทธรณ์ อย่างคดีเล็กน้อยบางครั้ง คนไม่มีเงินประกันไม่มีเงินสู้คดีก็สารภาพเพื่อจะได้ลดโทษ พอออกจากคุกไปก็ไม่ได้โอกาส พุทธะอิสระไม่ได้กลัวติดคุกเพราะติดแล้ว แต่สงสารคนที่ยังไม่ได้ติดคุก

อย่างไรก็ดี เมื่อจะต้องตรวจพยานหลักฐาน อัยการโจทก์ ได้ขอเลื่อนนัดตรวจหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากคณะทำงานเพิ่งเข้ารับหน้าที่ใหม่ และรอการขอรวมพิจารณาคดีทั้งหมดเป็นสำนวนเดียวกัน ซึ่งจำเลยยื่นคัดค้าน ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า ก็เคยอนุญาตให้มีการเลื่อนนัดตรวจหลักฐานแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องคดีความมั่นคง ไม่ใช่การตรวจพยานเอกสารอย่างเดียวต้องสืบพยานบุคคลด้วย จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีอีก โดยให้ 2 ฝ่ายร่วมตรวจพยานหลักฐานวันนี้ ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอรวมสำนวนคดีทั้งสามเข้าเป็นคดีเดียวกันเพราะใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน แต่จำเลยยื่นคัดค้านด้วยเหตุผลเช่น ขอแยกพิจารณาสำนวน 9 คนแรกก่อนเพื่อพิสูจน์ว่ากระทำผิดหรือไม่ เป็นต้นนั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน จึงให้รวมสำนวนพิจารณาในคราวเดียวกัน

ต่อมา อัยการโจทก์ จึงแถลง จะนำสืบพยานบุคคลสืบรวม 891 ปาก ส่วนจำเลยขอนำพยานบุคคลเข้าสืบมากกว่า 300 ปาก แต่ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้อัยการโจทก์นำพยานเข้าสืบจำนวน 80 ปาก ใช้เวลา 30 นัด และพยานจำเลยจำนวน 100 ปาก ใช้เวลา 30 นัด คู่ความตกลงแล้ว ให้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 09.00 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา นายสุเทพ กล่าวว่า จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ นอกจากนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลและอธิบายเหตุผลรายละเอียดต่างๆ เพื่อขอให้ศาลอาญาส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ในขณะที่เราถูกฟ้องว่ากระทำผิดเป็นช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า ประชาชนต่อสู้โดยสงบและสันติตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองเอาไว้ ประเด็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและเรื่องการทำหน้าที่พลเมืองในการต่อต้านรัฐบาลที่มีพฤติการณ์ทุจริต เชื่อว่าศาลอาญาจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยต่อไป

ข่าวอื่นๆ