พท.เลือดไหลไม่หยุด ผวาคดีนิรโทษ-อำนาจรัฐ

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 10:11 น.

พท.เลือดไหลไม่หยุด ผวาคดีนิรโทษ-อำนาจรัฐ

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์การเมืองกลับมาร้อนทันที ภายหลังพลังดูด สส.เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์แห่งการดูดอีกครั้ง คราวนี้เป็นการดูดรอบใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะพุ่งเป้าไปที่อดีต สส.เกรดดีของพรรคเพื่อไทย

เดิมทีการดูดอดีต สส.ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวออกมาเป็นระยะอยู่แล้วก่อนหน้านี้ เช่น การดึงกลุ่มนักการเมืองของพรรคพลังชลเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล เป็นต้น

แต่คราวนี้เป็นการดูดที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากเป็นการออกโรงเคลื่อนไหวของผู้มากบารมีและมากทรัพย์ทั้ง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ในการเข้าไปทาบทาม “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย และแกนนำ สส.ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยเข้ามาทำงานการเมืองร่วมกัน

การที่ผู้มากบารมีทั้งสองคนเปิดเผยตัวตนชัดเจนในเวลานี้ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ “สุริยะ”

เป็นที่ทราบกันดีว่า “สุริยะ” เคยเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เมื่อครั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ถ้าจะบอกว่าทักษิณ คือ ผู้นำหมายเลขหนึ่ง สุริยะ ก็คือ ผู้นำหมายเลขสองในฐานะผู้ดูแลค่าบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายภายในพรรค

แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกล้มด้วยการรัฐประหารและตามมาด้วยการยุบพรรค จากนั้นอีกไม่นานก็มีการตรวจสอบโครงการต่างๆ ของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ เป็นผลให้สุริยะตัดสินใจลดบทบาททางการเมืองตัวเองลงไป จนหลายฝ่ายคิดว่าสุริยะน่าจะหันหลังให้กับการเมืองแล้ว

ทว่า เมื่อสุริยะควงแขนสมศักดิ์ไปพบอดีต สส. ย่อมเป็นสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าอดีต สส.กำลังจะมีอู่ข้าวอู่น้ำแห่งใหม่อีกครั้ง

ตรงนี้เองอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยต่างเริ่มมีใจออกห่างจากนายใหญ่ที่ชื่อ “ทักษิณ” ซึ่งเหตุผลสำคัญที่บ่าวกำลังทิ้งนายคงหนีไม่พ้นปัญหาภายในพรรคที่เกิดขึ้นในเวลานี้

พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาวะไร้หัวมาเป็นเวลานานพอสมควร ต่างฝ่ายต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ประกอบกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ก็ยังไม่ให้ความชัดเจนว่าจะเอาใครเป็นหัวหน้าพรรคกันแน่ มีแต่อ้างนายใหญ่กันไปกันมา เมื่อความชัดเจนไม่ปรากฏ ประกอบกับการเลือกตั้งยิ่งใกล้เข้ามา จึงเลือกที่จะทิ้งเรือพรรคเพื่อไทยไปก่อนที่จะล่มในอีกไม่นาน

แต่หากจะหาเหตุผลที่แท้จริงแล้ว เรื่องท่อน้ำเลี้ยงอาจเป็นไม่ได้เป็นเพียงปัจจัย แต่เรื่องคดีอาญาที่ได้มีการตัดสินไปแล้วและคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เวลานี้ต่างหากที่เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย

คดีที่อยู่ในมือ ป.ป.ช.ขณะนี้ที่สร้างความขวัญผวาให้กับอดีต สส.พรรคเพื่อไทย คือ คดีการร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของอดีต สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 40 คน

แม้คดีนี้ ป.ป.ช.ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะพิจารณาวินิจฉัยเมื่อใดอย่างไร แต่ก็เป็นปมที่สร้างความหวาดระแวงให้กับนักเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยไม่น้อย เพราะหากวันใดชี้มูลความผิดขึ้นมาเท่ากับว่าก็จะหมดสิทธิในการกลับเข้าสภาทันที ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วจากกรณีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบแบบเข้มข้น จนสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้อย่างรวดเร็ว

ยิ่งล่าสุด “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีต รมว.ต่างประเทศ เพิ่งต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากกรณีการคืนหนังสือเดินทางให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ถึงจะได้รับประกันตัวมาสู้คดีอีกครั้งตามกฎหมายฉบับใหม่ แต่เมื่อหนึ่งในแกนนำของพรรคเพื่อไทยอีกคนต้องปิดฉากทางการเมือง เช่นนี้บรรดาลูกพรรคคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไปได้ลำบาก

ขณะเดียวกันยังไม่นับรวมกลไกอำนาจรัฐที่ทรงพลังของ คสช.อีก ดังนั้น การออกจากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเป้านิ่งทางการเมืองในเวลานี้ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

อย่างน้อยก็จะได้มีเวลามากพอที่จะสลัดคราบความเป็นคนของพรรคเพื่อไทยออกไป เพื่อเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดีกว่าที่จะอยู่ใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยที่ไม่รู้ว่าจะต้องตกอยู่ในสภาพแร้นแค้นไปอีกนานเท่าใด

ข่าวอื่นๆ