คำต่อคำมาร์คแถลงผลงาน 1 ปีพาไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2552 เวลา 16:18 น.

หมายเหตุ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปี ที่ตึดสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรีและภาคราชการ รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วม ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

นายอภิสิทธิ์ แถลงว่า ตั้งแต่ปลายปี 2551 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาถึงปัจจุบัน ก็ครบ  1 ปี สำหรับวัตถุประสงค์การรายงานถือเป็นหน้าที่เพราะรัฐบาลมาอย่างถูกต้องในระบบรัฐสภา ซึ่งพยายามจะเสนอข้อเท็จจริง ประชาชน สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ได้  พร้อมกันนี้ยังอยากจะใช้โอกาสนี้ขอบคุณและขอความร่วมมือใน ขอบคุณประชาชนที่เป็นกำลังใจในการทำงานกับรัฐบาลอย่างดี ทำให้งานสำเร็จด้วยดี พร้อมกับส่วนข้าราชากรทุกหน่วยงาน ที่ได้ปฏิบัติหน้านที่ตลอด ทำให้ประเทศเดินหน้ามาไกลพอสมควรจากสถานการณ์ปีที่ที่แล้ว

ถ้ามองย้อนกลับไป  1 ปี ถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา อยากให้เห็นภาพหลักใหญ่ หลักคิดในการทำงานของรัฐบาลว่า ย้อนไปปลายปี 2551 วิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจน ตลอดปี 2551 ความขัดแย้งทางสภาพสังคมทำให้การบริการบ้านเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนเกิดคำถามทั้งจากในและต่างประเทศถึงความเชื่อถือว่า ไทยจะผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้อย่างไร ทั้งนี้เศรษฐกิจปลายปี 2551 ตัวเลขทางเศรษฐกิจหดตัวและติดลบ การส่งออกและท่องเที่ยวติดลบเป็นเลข 2 หลัก  หัวข่าวที่มีการพาดกันว่า จะมีคนตกงานมากมาย มีการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  นักวิจัย ว่า เศรษฐกิจปี 2552 จะติดลบ ส่งผลกระทบรุนแรง ต่อเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งรัฐบาลเข้ามาบริหารงาน ด้วยการตั้งปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ด้วยการเร่งทำให้รายได้ของคนในประเทศไม่ตก ลดรายจ่าย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อหยุดยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้แล้ว ก็ได้มีการโครงการต้นกล้าอาชีพ แม้จะได้รับเสียงวิพากวิจารณ์อย่างมากมาย แต่ก็เป็นโครงการที่ปฏิบัติจริงแล้วได้ผลทำให้ลดปัญหาการว่างงานของคนไทย ซึ่งต้นปี 2552  อยู่ที่ 7-8 แสน นับจากมาตรการเศรษฐกิจในรอบแรก ออกไปปลายเดือนมี.ค. นับแต่นั้นมาอัตราว่างงานลดลงโดยลำดับ ปัจจุบันเหลือแค่ 4 แสนคน ความสำเร็จตรงนี้สำเร็จสำหรับตน สำหรับรัฐบาล กล้าพูดว่า มีความภาคภูมิใจเวลาไปประชุมต่างประเทศ เมื่อรู้ว่า ของไทยลดลงมาหลายเดือนเทียบเคียงในระดับใกล้ปกติ ถือว่า รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันทำสำเร็จในการก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ความพร้อมของเศรษฐกิจของประเทศที่ฟื้นฟูขึ้นทำให้ การท่องเที่ยว การส่งออก ซึ่งควบคุมภายใต้กระทรงที่เกี่ยวข้อง เปรียบเทียบตัวเลขของนักท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมา กับปี 52 นี้ จะพบว่า การฟื้นตัวของนักเที่ยวมีมากขึ้น จนอยู่ที่ 10 ล้านกว่าคน  ส่วนการส่งออกเมื่อเทียบกับเดือนต่อเดือนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ล่าสุด ในเดือนพ.ย. อัตราการส่งออกขยายตัวมาอยู่ที่ 17% เห็นว่า การฟื้นตัวเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ยืนยันจะทำให้ใกล้เคียงตัววีมากที่สุด ปลายปีมั่นใจเศรษฐกิจกลับมาอยู่ แดนบวก ถือว่าดำเนินการมาอย่างเรียบร้อย ทำให้มั่นใจในการกเาวสู่ขั้นต่อไปของเศรษฐกิจไทย

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ได้พูดตั้งแต่วันแรกคือ ไม่เพียงแต่จะทำให้ฟื้นขึ้น แต่เรื่องหลักประกันและสวัสดิการพิสูจน์ให้เห็นว่าการแก้วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สวัสวดิการของประชาชนดีขึ้น ในช่วงต้นปี เกิดขึ้นอย่างครอบคลุม ทั้งเช็ช่วยชาติ การเรียนฟรี การแจกเบี้ยสูงอายุ การขยายทุนการศึกษา การให้เช่าซื้อแบบเรียน ฯลฯ  สวัสดิการที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา เกิดขึ้นมากมาย พูดได้ไม่หมดและถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีเบี้ยผู้สูงอายุ การขึ้นทะเบียนคนพิการ ประกันสังคม การขึ้นทะเบียนสถานีอนามัย โฉนดชุมชน โครงการบ้านมั่นคง ปัญหาเรื่องที่ทำกิน หลายกรณีที่ประชาชนขัดแย้งกับส่วนราชการก็คลี่คลาย  ระบบประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็เพิ้มขึ้น ลูกจ้างประจำได้เบี้ยบำนาญเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นสวัสดิการต่างๆที่เกิดขึ้น นอกจากจะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีขึ้นแล้ว ก็ทำให้ประเทศกำลังก้าวพ้นห้วงภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจได้

นโยบายที่ริเริ่มและมีการกระทบกับคนมากที่สุด คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นการพลิกโฉมการเกษตรและการแทรกแซงจากภาครัฐโดยสินเชิง ซึ่งก่อนหน้านี้มีปัยหาในด้านต่างๆ เราเปลี่ยนแนวทางในการสร้างประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด แม้โครงการบางอย่างอาจยังไม่เสร็จสิ้น  แต่กล้ายืนยันว่า เราประสบความสำเร็จ เมื่อเทียบกับระบบเดิมๆ มันบอกชัด ที่เห็นมากที่สุด คือ การแทรกแซงข้าวโพด โดยการจำนำ สามารถช่วยเกษตรกรได้มาก กว่าการประกันราคา  นี่เป็นรูปธรรมที่ทำให้รัฐบาลได้คิดริเริ่ม ในการยกระดับความเป็นอยู่ท่ามกลางวิกฤตศก ถือว่า การทำงาน1 ปีที่ผ่านมา ก้าวพ้นระบบประชานิยม มุ่งสู่ระบบสวัสดิการอย่างแท้จริง

ส่วนปัญหาทางด้านสังคมก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลเร่งแก้ไขเช่นกัน ในภาพรวมปัญหาที่สำคัญคือ  ปัญหายาเสพติด ในโครงการ 5 รั้วป้องกัน จากการร่วมมือของทุกฝ่ายมีความคืบหน้าไปมา ดูตัวเลขเปรียบเทียบจะพบว่า ตัวเลขในการจับกุมผู้ค้า แลบะผู้เสพ  เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือว่า เป็นการเอาจริงเอาจังของรัฐบาล  พร้อมกันนี้ ยังดูลึกไปอีกว่าการจับกุมจำนวนยาเสพติดและบุคคลที่เกี่ยวข้องบ่งบอกว่า จับตัวการใหญ่ ๆได้มากขึ้นไม่ใช่ผู้ค้รายย่อย หลายกระทรวงที่มีส่วนสำคัญก็มีส่วนร่วมมือมากมาย ส่วนสถิติอาชญากรรรมโดยทั่วไป ตัวเลขของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่แสดงออกมา จะพบว่า ลดลงและรัฐบาลเอาจริงเอาจังมากขึ้น

ส่วนปัญหาเรื่องการเมือง ตนบอกไม่ได้ว่า การเมืองเรียบร้อย แต่พูดได้ว่า  ระบบการเมืองเดินหน้าไปได้ งานด้านนิติบัญญัติที่มีการวิพากษ์วิจารณ์แต่รัฐบาลชุดนี้ ก็มีการตอบกระทู้ถามสดได้มากที่สุด  ไม่มีรัฐบาลไหนผ่านกรอบกฎหมายต่างๆ ไปได้มาก การประชุมสภาฯ ก็เป็นไปด้วยความขลุกขลัก ซึ่งตนไม่ได้แก้ตัวให้กับคนที่ไม่ได้เข้าประชุม แต่อย่างไรก็ตาม ก็ทำให้ระบบสภาทำงานได้เดินหน้าได้  แก้ปัญหาได้ หลายเรื่องต้องอาศัยการผ่านกฎหมาย

ขณะที่ปัญหาสมานฉันท์ ได้พยายามอย่างยิ่งยวดทำให้การเมืองกลับสู่สภาวะปกติ แต่เรื่องนี้ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้โดยลำพัง ผมได้พยายามไม่สร้างความขัดแย้ง ให้ความเป็นธรรม ยอมรับการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของทุกคน 1 ปีที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ยอมรับมีช่วงหนึ่งแนวทางนี้หาคำตอบให้กับสังคมได้ แต่พอเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการอย่างประนีประนอม ไม่ให้เกิดความรุนแรง

นอกจากนี้ มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ตรวจสอบ  โดยมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าประเด็นที่เสนอมาทั้งผมและพรรคประชาธิปปัตย์จะไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแต่ก็ต้องยอมรับให้ทุกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ดำเนินการไมได้เมื่อฝ่ายค้านที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้มีการแก้ไขมาตอลดกลับถอนตึว สิ่งที่พยายามดำเนินการต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงัก  ที่พูดเพราะรู้ว่า เราทำงานด้วยกันไม่ได้ แต่อยากจะบอกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลถอยมาหลายก้าวแล้ว  ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ ผมก็เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า  ขอให้ ศก.เแข็งแรงและฟื้นตัวเสียก่อน ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับกฎกติกาด้วย ถ้ารักประชาธิปไตย อยากให้มีการเลือกตั้ง พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้อง การสร้างความวุ่นวาย ปั่นนป่วน การใช้ความรุนแรงก็ต้องหยุด และผมก็พร้อมยุบสภาฯ กลับไปสู่การเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบของสมานฉันท์ไม่ได้

ส่วนเหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาสามารถลควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อยไม่มีความรุนแรง แม้จะมีกฎหมายพิเศษไปบ้าง แต่ขอยันว่า กฎหมายความมั่นคง มาปิดกั้นการชุมนุม เพราะกฎหมายความมั่นคงก็ ชุมนุมได้ ขอบคุณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ดูแลกฎหมายบริหารความมั่นคงให้เกิดขึ้น

ขณะที่ปัญหาภาคใต้ อยากเรียกว่า ตัวเลขสถิติเหตุรุนแรงลดลงเล็กน้อย ผมก็ไม่ได้พอใจ แต่มันเป็นความต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลให้มีความรุนแรงลดลง  ซึ่งรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนแผนการบางอย่าง  เป็นโครงการที่บนลงล่าง  มีการปรับแนวการสร้างกฎหมายต่างๆ 4 อำเภอสงขลา ก็ยกเลิกกฎอัยการศึก มาใช้กฎหมายมั่นคงแทนแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการเยียวยา การสนับสนุนการศึกษา การปรับปรุงศอ.บต. ฯลฯ

ด้านปัญหาด้านการเมือง ผมไม่ได้พอใจสภาพที่เป็นอยู่ คือ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ยืนยันได้ว่า มารตรฐานความรับผิดชอบแสดงออกอย่างชัดเจน เช่น  การลาออกของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ก็มีหยุด เปลี่ยนผู้บริหารทั้งหมด ข้อครหา เรื่องงบฯไทยเข้มแข็ง ของสธ. ก็ชิญคนนอก มาตรวจสอบชะลอโครงการปัจจุบัน รวมถึงโครงการที่สังคมตั้งคำถาม ก็มีการประชุมเพื่อให้ประชาชนดูว่า ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปปชั่น  ผมย้ำให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และจะแสวงหามาตรการเพิ่มเติมในเรื่องการบริหารมาตรการแผ่นดินเรื่องนี้ต่อไป

สุดท้ายภาพรวมไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตซ้ำซ้อน แม้ว่าปัญหาประเทศเยอะ ทราบดีว่า มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย นโยบายต่างประเทศ มีความคืบหน้าทั้งการประชุมอาเซียนการผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน  สิ่งที่สำคัญความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น ความร่วมมือไทย-มาเลย์เซีย ก็ได้รับการยกระดับ กับลาว มีบทบาทในการสับสนุนจัดซีเกมส์ ทุกประเทศในอาเซียนมีการเดินทางกระชับความสำคัญเหลือแค่บรูไน และพม่า ซึ่งมีปัยหาเรื่องเวลา เรื่องกำหนดการก็จะรอเวลาต่อไป

สำหรับกรณีของกัมพูชา 1 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ เป็นไปเรียบร้อยปกติ จนกระทั่งการเกิดการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ทั้งการตั้งที่ปรึกษา การไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน การวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองภายใน จุดยืนระบบความสัมพันธ์ทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนกับกระชาชนแต่จำเป็นต้องใช้มาตรการการทูตต่อไป แต่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง 

ทั้งนี้ ขอเรียนกว่าทั้งหมดจะทำให้ประชาชนได้เห็นภาพการเดินหน้าของประเทศ อยากให้การตรวจสอบการบ้านที่มี  คำมั่นสัญญา 6 เรื่อง   เรื่องที่สำคัญคือการเกิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอด 1 ปีรัฐบาลจัดกิจกรรมเพื่อความสมานฉันท์ เทิดทูน ถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ประชาชนมาหลอมรวมกันถวายพระพร ทำให้ประชาชนมีความสุขที่สุดในรอบปีนี้  ทั้งนี้ ตนหวังจะเห็นความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในการถวายความจงรักภักดี  ซึ่งเมื่อครั้งเดินทางไปต่างประเทศ ก็ได้ไปชี้แจง ถึงกรณีที่บางฝ่ายไปพูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความเข้าใจที่ดีขึ้น จะไม่ให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปใช้ในทางที่ผิด ๆ

ส่วนแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วัน ของรัฐบาลยืนยันว่า ทำได้หมดแล้วทั้ง  เรื่องเรียนฟรี เงินตอบแทน อสม. ชุมชนพอเพียงโอนเงินได้ ลดภาระค่าครองชีพ ส่วนเรื่องน้ำมัน ยอมรับเปลี่ยนนโยบายไปบ้างทำให้ไม่เป็นไปตามที่กำหนด  ส่วนเรื่องภาคใต้ก็ ปรับเปลี่ยนแผน   เรื่องเบี้ยยังชีพภายใน 99 วันก็ทำได้ อย่างไรก็ตาม เรียนว่าการรายงานผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปี คือ ข้อเท็จจริงส่วนจะพอใจหรือไม่ เป็นเรื่องปกติ  จากการสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ เอแบคโพลให้ผ่านหมด แต่กรุงเทพโพล สอบตกทุกเรื่อง แต่แม้จะโหวตให้ตกแต่ก็อยากให้ทำงานต่อ   เพราะฉะนั้นการตัดสินใจประเมินรัฐบาลขึ้นอยู่กับประชาชน  อยากให้รัฐบาลนี้โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

ส่วนที่พึงพอใจที่สุด เมื่อทำงานมา 1 ปี คือ ดัชนีความสุชเดือนธันวาคมของคนไทยสูงมาก  อาจเป็นเพราะการหล่อหลอมจิตใจของประชาชนในช่วงต้นเดือนซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เมื่อมองไปยังเดือนที่ผ่านๆมา ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  ก็พบว่า คนไทยมีความสุขกว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ส่วนในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขณะที่การเมืองพยายามแสวงหาทางออกก้าวต่อไปของการทำงานของรัฐบาลการลงทุนไทยเข้มแข็งยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ ในปี 2553  มั่นใจเกิดแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน แต่ในครึ่งปีหลัง จะพยายาม ทำให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือ โดยจะเร่งทำกรณีของมาบตาพุดให้เสร็จ การปรับปรุงเงินออม ภาษีที่ดิน เงินออมครั้งใหมญ่ จะผลักดันออกมาให้ได้ ส่วนการผลักดันการคมนาคม เช่น รถไฟ ถือเป็นสาระ สำคัญ  รวมทั้งการโทรมคมนาคม 3 จี

เราไม่อยู่กับที่  เราไม่ประมาท การก้าวพ้นทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ทั้งภาวะน้ำมัน ปัจจัยเสี่ยงเรื่องศก.โลกที่เปราะบาง การส่งออกต้องดำเนินหน้าเต็มที่ เศรษฐกิจไทยในประเทศ  เพราะฉะนั้น โครงการไทยเข้มแข็งเป็นเกราะที่สำคัญอย่างหนึ่ง ความเสี่ยงสุดท้ายคือการเมืองในประเทศ 1 ปี พยายามบริหารสถานการณ์ท่ามกลางความขัดแย้ง ถ้าประชาชนร่วมมือกันได้ 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศเดิหน้า ประชนเป็นสุข แต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่ก็จะก้าว เดินต่อไปข้างหน้าด้วยกัน ช้าเร็ว เลี้ยวซ้ายบ้างขวา บ้าง แต่ก็ ก้าวไปด้วยกัน ยืนยันกับประชาชนว่า ถ้าในบ้านเมืองมีความสมัครสมานให้โอกาสในการทำงาน การทำงานจะราบรื่นและประสบความสำเร็จมาได้   ขณะที่ไทยสามารถฝ่าวิกฤต โลก วิกฤต ศก. มาได้ แต่ถ้าเกิดความวุ่นวาย รุนแรงจะเหมือนกันกับถดถอยลงไป ไทยจะไม่ได้รับโอกาสอีกถ้าเราทำความเชื่อมั่นของตัวเองลดลง ดังนั้นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศตลอดไปด้วย

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ