ป.ป.ช.อุทธรณ์ "พล.ต.ท.สุชาติ" เพียงรายเดียว ชี้ทำเกินกว่าเหตุ

วันที่ 31 ส.ค. 2560 เวลา 15:29 น.
ป.ป.ช.อุทธรณ์ "พล.ต.ท.สุชาติ" เพียงรายเดียว ชี้ทำเกินกว่าเหตุ
ป.ป.ช.แถลงยื่นอุทธรณ์ "พล.ต.ท.สุชาติ" รายเดียว คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ มองจำเลยทำเกินกว่าเหตุอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. เวลา 13.30 น. ที่อาคาร 1 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมนายสุรศักดิ์ ศรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.แถลงชี้แจงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 เพียงรายเดียว คือพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.(จำเลยที่ 4 )  แต่ไม่อุทธรณ์นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 1 ) พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 2)และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. (จำเลยที่ 3)

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อุทธรณ์เฉพาะกรณี พล.ต.ท.สุชาติ นั้น เนื่องจากเห็นว่า กรณีนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม  1.กลุ่มนโยบายมีจำเลยที่ 1-3 และ2.กลุ่มฝ่ายปฏิบัติการ จำเลยที่ 4 และเมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษา 9 รายในคดีนี้ พบว่า มีเสียงข้างน้อย 1 ราย ที่เห็นว่า มีการตระเตรียมการแผนการไว้ก่อน เช่น มีการมอบหมายให้ใช้แผนกรกฎ 48 และการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอาจทำโดยมิชอบ ดังนั้นในเมื่อจำเลยที่ 4 เป็นฝ่ายปฏิบัติ อาจทำเกินเลยกว่าเหตุ ป.ป.ช. จึงอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไป ส่วนจำเลยที่ 1-3 นั้น เป็นฝ่ายนโยบาย และการสลายการชุมนุมครั้งนี้ทำต่อเนื่องกันและจบภายในวันเดียว ไม่ได้ยืดเยื้อไปหลายวัน หากมีการยืดเยื้อไปหลายวัน แล้วฝ่ายนโยบายไม่มีการทบทวนการปฏิบัติดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงอาจผิดด้วยได้ ตรงนี้คือสาเหตุว่า ทำไม ป.ป.ช. จึงอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 4

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จำเลยที่ 4 ย่อมทราบดีถึงสถานการณ์ที่ต้องใช้แก๊สน้ำตาโดยตลอดช่วงเวลาการสลายการชุมนุม ตั้งแต่ช่วงเช้า-บ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพลบค่ำ ขณะรักษาความปลอดภัยให้แก่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อันเป็นบริเวณเกิดเหตุ โดยเป็นผู้สั่งการ หรือรู้เห็นยินยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับรองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิงหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ สมควรประเมินสถานการณ์และระงับยับยั้งเหตุการณ์ เพื่อบรรเทาหรือป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมเพิ่มเติม แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนวิธีการใช้แก๊สน้ำตา จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรจะดำเนินการฟ้องร้อง ป.ป.ช.หลังมีมติยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สุชาติ เพียงคนเดียวนั้น เรื่องนี้เป็นสิทธิ์เป็นความเห็นของกลุ่มพันธมิตรฯที่จะดำเนินการอาจมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็น ถือเป็นสิทธิ์ของพันธมิตร

สำหรับการยื่นอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 ทาง ป.ป.ช.จะดำเนินการยื่นเรื่องอุทธรณ์ภานในวันนี้ ซึ่งการยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้ทาง ป.ป.ช.ได้ดำเนินการนำคำพิพากษาทั้งส่วนตนและส่วนกลางมาวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วว่า โดยพบว่าองค์คณะผู้พิพากษา 8 ต่อ 1 เห็นควรยกฟ้อง โดยศาลพิจารณา 4 ประเด็น ซึ่งทาง ป.ป.ช. หยิบยกคำพิพากษากลาง และคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ราย มาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ประเด็นที่ 1-3 นายสุรศักดิ์ เรียนว่า ยังห่างไกล เป็นนโยบาย ไม่มีประเด็นอะไรที่จะอุทธรณ์ต่อ และส่งผลทำให้ศาลฎีกาฯพิพากษากลับได้ แต่ประเด็นที่ 4 เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงค่ำ ที่นายสุรศักดิ์ อธิบายว่า อาจเกินเลย และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่จะมีมติยื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ด้วยมติเสียงประชุมข้างมากจำนวน 8เสียง และงดออกออกเสียง 1 เสียง

"ส่วนจำเลยที่ 1 2 และ 3 ป.ป.ช.มีติเสียง 7 เสียงเห็นควรไม่ยื่นอุทธรณ์ มีจำนวน 1เสียงเห็นควรให้ยื่นอุทธรณ์ ผมไม่ได้ออกเสียง นี่คือบทสรุป ส่วนรายละเอียดตรงไหน อย่างไร เป็นอำนาจศาลฎีกาที่จะวินิจฉัย แต่อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. คือมาวิเคราะห์ วินิจฉัยในอำนาจหน้าที่ว่า ควรอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร แต่อุทธรณ์เฉพาะที่เห็นว่า มีพยานหลักฐาน เหตุผลเพียงพอที่ควรอุทธรณ์ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า  ขอย้ำว่าวิเคราะห์จากคำพิพากษากลาง และคำวินิจฉัยส่วนตัว และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงไม่ได้เอกฉันท์ แต่อยู่ด้วยระบบเสียงข้างมาก