ไม่รอด!คุก2ปี "ยงยุทธ" คดีที่ดินอัลไพน์

  • วันที่ 29 ส.ค. 2560 เวลา 12:33 น.

ไม่รอด!คุก2ปี "ยงยุทธ" คดีที่ดินอัลไพน์

ศาลสั่งจำคุก 2 ปี "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์"ทุจริตต่อหน้าที่คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ไม่รออาญา

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 ส.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤมิชอบกลาง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.38/2559 ที่ ปปช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา157 โดยคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องว่านายยงยุทธจำเลยขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ในการพิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือ บริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฏหมาย

ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงรับได้ว่า ก่อนนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลง ดังกล่าวให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ต่อมานางเนื่ิอมถึงแก่ความตาย มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่มูลนิธิฯ และต่อมามูลนิธิฯ ได้ขายที่ดินนั้นให้กับบริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด กับบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ในราคา 142 ล้านบาท และในวันเดียวกัน บริษัททั้ง 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารจำนวน 220 ล้านบาท ต่อมากรมที่ดิน ก็มีคำสั่งให้อธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวตลอดจนรายการจดทะเบียนต่างๆ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการโอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวม 290 ราย ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว กรมที่ดินยืนยันตามคำสั่งเดิม และเสนอเรื่องดังกล่าวต่อกระทรวงมหาดไทย จำเลยซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย พิจารณาแล้วเห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พินัยกรรมของนางเนื่อมระบุชัดเจนว่า นางเนื่อมได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร เท่านั้น มิได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยแต่อย่างใด ทั้งภายหลังจากนางเนื่อมถึงแก่ความตาย วัดธรรมิการามวรวิหารได้นำที่ดินทั้ง 2 แปลง ไปขึ้นทะเบียนที่ดินศาสนสมบัติวัดร้างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่ธรณีสงฆ์ และนำที่ดินทั้ง 2 แปลงให้บุคคลอื่นเช่าทำนา แสดงให้เห็นว่าวัดธรรมิการามวรวิหาร ได้เข้าครอบครองและรับเอาประโยชน์จากที่ดินทุกแปลงแล้ว ถือได้ว่าที่ดินของนางเนื่อมที่แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมยกให้แก่วัด ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันทีที่นางเนื่อมถึงแก่ความตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อวัดก็ตาม อันสอดคล้องกับความเห็นของที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่กรมที่ดินนำมาพิจารณาประกอบการทำคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดิน คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินจึงเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง

การที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ ข้างต้น และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2482 ที่ระบุให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้นคำสั่งของจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่นนางเนื่อม จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี

โดยในวันนี้นายยงยุทธ เดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตามจำนวนมากที่ร่วมเข้าฟังภายในห้องพิจารณาคดี ซึ่งภายหลังศาลอ่านคำพิพากาษาลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญานายยงยุทธ มีดวงตาแดงกำ ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องเงินหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ แต่นายยงยุทธ ปฏิเสธการตอบคำถาม ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาหลักทรัพย์ของจำเลยในการยื่นขอประกันเพื่อต่อสู้คดีชั้นอุทธรณ์

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ