สรุปคำพิพากษาจำคุก "บุญทรง-ภูมิ-เสี่ยเปี๋ยง" ขายข้าวจีทูเจี๊ยะ

วันที่ 25 ส.ค. 2560 เวลา 16:44 น.
สรุปคำพิพากษาจำคุก "บุญทรง-ภูมิ-เสี่ยเปี๋ยง" ขายข้าวจีทูเจี๊ยะ
สรุปคำพิพากษาคดีขายข้าวจีทูจี ให้จำคุกบุญทรง 42 ปี-ภูมิ 36ปี-เสี่ยเปี๋ยง 48 ปี ให้สยามอินดิก้าพร้อมพวกชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศที่ 1 กับพวกรวม 5 คนผู้ร้อง นายภูมิ สาระผล ที่1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย และคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2559 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวี ยโสธรที่ 1 กับพวกรวม 7 คน จำเลย

คดีแรก (อม.25/2558) โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึง 21 ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์และพ่อค้าข้าว ร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำสัญญาขายข้าวให้แก่บริษัทกวางตุ่งและบริษัทห่ายหนาน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวม 4 สัญญา โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทำให้รัฐเสียหาย

ความจริงเป็นการขายข้าวบางส่วนให้แก่พ่อค้าข้าวในประเทศเป็นการเสนอราคาซื้อขายโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ งบประมาณแผ่นดิน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ประเทศชาติและประชาชน

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,86,91,151,157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4,9,10,12 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา4, 123,123/1 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา 2 สัญญา จำนวน 23,589,134,119 บาท และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 21 ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญาทั้ง 4 สัญญา จำนวน 35,274,611,007 บาท

ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2554 โจทก์ฟ้องคดีที่สอง (อม.1/2559) กล่าวหาว่าจำเลยที่ 22 ถึง 28 ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าข้าวอีก 7 ราย สนับสนุนการกระทำความผิดในคดีแรก ศาลจึงสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยกเว้นจำเลยที่ 3 และ ที่ 16 ซึ่งหลบหนี

โจทก์อ้างพยานบุคคล 239 ปาก เอกสาร 383 แฟ้ม (หมายจ.1ถึงจ.1041)

จำเลยทั้งยี่สิบแปดอ้างพยานบุคคล 1,166 ปาก เอกสาร 105 แฟ้ม (หมายล.1 ถึง ล.780)

การตรวจพยานหลักฐาน ศาลอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวน 27 ปาก จำเลยนำพยานเข้าไต่สวน 10. ปาก รวมพยานบุคคลทั้งหมด 130 ปาก กำหนดนัดไต่สวนรวม20นัด 

ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2559 มีผู้ร้องทั้งห้าซึ่งเป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง อตก. และ อคส. ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 ถึงที่ 28 ร่วมกันชดใช้ค่้าสินไหมทดแทน 26,366,708,172.42 บาท และผู้ร้องทั้งห้าขอนำพยานเข้าไต่สวนอีกจำนวนหนึ่ง

ศาลอนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคล 7 ปาก เอกสาร 1 แฟ้ม หมายร.1รูปคดีจึงกลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำให้การต่อสู่คดีส่วนแพ่งตามกฎหมาย คดีจึงเริ่มไต่สวนนัดแรกได้เมื่อวันที่ 15 มิถนายน 2559 ไต่สวนพยานแล้วเสร็จนัดสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2560

 

 

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐคู่สัญญา ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามสัญญา ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ทั้งนี้อาจเป้นการมอบหมายให้บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์สำคัญของการทำสัญญาคือต้องการระบายสินค้าออกนอกประเทศเพื่อให้สินค้าไปตกอยู่แก่รัฐผู้ซื้อและต้องการเงินตราต่างประเทศ โดยแนวปฏิบัติในการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐเริ่มต้นด้วยการทาบทาม มาพูดคุยระดับรัฐมนตรีในเวทีระหว่างประเทศ หรือการประสานงานทางการทูต หรือเป็นตัวแทนของรัฐที่เคยเป็นคู่ค้ากันมาก่อน ส่วนวิธีการซื้อขายด้วยการเจรจาระหว่างผู้แทนของแต่ละฝ่ายอาจไม่ต้องมีการประมูลแข่งขันราคากัน บางครั้งอาจตกลงซื้อขายในราคาต่ำกว่าตลาดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำหรับการซื้อขายข้าวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะดำเนินการโดย China National Cereals, Oil and Foodstuff Import Export Corporation (COFCO) รัฐวิสาหกิจการค้าภาครัฐที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ธัญพืชของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมถึงข้าว และแนวปฏิบัติที่ผ่านมา การซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจรจาผ่าย COFCO เท่านั้น โดยประเทศไทยไม่เคยขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ภายหลังเริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้มีอำนาจให้ความเห็นชอบการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวกรณีการขายแบบรัฐต่อรัฐให้รวมถึงการขายให้แก่รัฐวิสาหกิจด้วยและให้ใช้เกณฑ์ราคาขายแบบหน้าคลังสินค้าซึ่งผิดไปจากแนวทางปฏิบัติในกรณีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ส่อไปในทำนองว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ การระบายข้าวเพื่อรองรับรัฐวหสาหกิจมาทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของผู้ซื้อ

หลังจากนั้นนายภูมิได้ให้ความเห็นชอบผลการเจรจาซื้อขายข้าว 2 ฉบับ ให้ขายข้าวแก่บรษัท กว่างตก จำกัด รัฐวิสาหกิจมณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน 2 สัญญา

สัญญาฉบับที่ 1 ตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในสต็อกของรัฐบาลไทย ปริมาณ 2,195,000 ตัน ในราคาตันละ 10,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาดทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นเงิน 9,717,165,177.90 บาท

สัญญาฉบับที่ 2 ตกลงขายข้าว 5 เปอร์เซ็นต์ ข้าวเหนียว 100 เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิหัก ปีการผลิต 2554/45 ปริมาณ 2,000,000 ตัน ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย 1,294,109,767.87 บาท

 

 

ต่อมานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้รับแต้งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวแทนนายภูมิ และได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับบริษัทกว่างตง 1 ฉบับ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ตกลงขายข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต2555 ปริมาณ 1,000,000 ตัน และมีการขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ อีก 1,300,000 ตัน รวมเป็น 2,300,000 ตัน ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย 5,694,748,116.09 บาท

นอกจากนี้ยังให้ความเห็นชอบให้ทำสัญญากับบริษัทห่ายหนาน จำกัด รัฐวิสาหกิจของมณฑลสาธารณรัฐประชาชนจีนตกลงซื้อขายข้าวเหนียวเอวัน ปริมาณ 65,000 ตัน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย 162,665,563.30 บาท

โดยข้อตกลงตามสัญญาทั้งสี่ฉบับมีข้อพิรุธหลายประการ คือ วิธีการชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ครัฐวิสาหกิจผู้ซื้อสามารถนำข้าวไปขายต่อประเทศที่สามเพื่อการพาณิชย์ได้ มีการแก้ไขสัญญาเพิ่มชนิดและปริมาณข้าวเรื่อยๆ โดยไม่มีการเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ

ภายหลังการซื้อขายทั้งสี่ฉบับปรากฏว่ามีการชำระค่าข้าวด้วยแคชเชียร์เช็คภายในประเทศหลายร้อยฉบับและรับมอบข้าวไปโดยผู้รับมอบอำนาจที่เป็นคนไทยแล้วนำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ โดยไม่มีการส่งข้าวที่ซื้อขายไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือส่งออกไปประเทศอื่น

กระบวนการดังกล่าวกระทำโดย นายภูมิ นายบุญทรง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) และพวกร่วมกันนำ บริษัทกว่างตง จำกัด และ บริษัทห่ายหนาน จำกัด รัฐวิสาหกิจของมณฑลมาขอซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมอันเป็นการเอาเปรียบแก่กรมการค้าต่างประเทศ

เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูยว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151

เมื่อราคาข้าวในท้องตลาดลดลง รัฐวิสาหกิจผู้ซื้อข้าวก็จะไม่ยอมมารับข้าวตามสัญญา แต่มาขอทำสัญญาฉบับใหม่ซื้อข้าวชนิดเดียวกันในราคาต่ำลงกว่าสัญญาเดิม โดยเฉพาะนโยบายการระบายข้าวที่ดำเนินการโดยนายบุญทรง ไม่เปิดประมูลขายข้าวภายในประเทศ ทำให้ข้าวในท้องตลาดขาดแคลน ผู้ประกอบการค้าข้าวำม่สามารถหาซื้อข้าวในท้องตลาดได้ จำต้องไปหาซื้อข้าวจากกลุ่มบริษัทและพนักงานของนายอภิชาติ ซึ่งผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศที่ซื้อข้าวต่อจากนายอภิชาติกับพวกนั้น ศาลเห็นว่าเป็นการซื้อโดยไม่ทราบว่าเป็นข้าวที่มาจากสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 21 ยกเว้นจำเลยที่ 3 และที่ 16 ซึ่งหลบหนี มีความผิดตามฟ้อง

โดยให้จำคุกนายภูมิ 36 ปี นายบุญทรง 42ปี นายมนัส 40ปี นางทิฆัมพร 32 ปี นายอัครพงศ์ 24 ปี นายอภิชาติ 48 ปี ส่วนจำเลยอื่นศาลลงโทษจำคุกลดหลั่นลงตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิด

และพิพากษาให้ บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 นายอภิชาติ จำเลยที่14 และ นายนิมล หรือ โจ จำเลยที่ 15 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กระทรวงการคลัง 16,912,128,273.66 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งนับตั้งแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ จำเลยอื่นให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนเช่นดียวกัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 19 และจำเลยที่ 22 ถึงที่ 28

***************************

นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 จำคุก 36 ปี ไม่รอลงอาญา

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2  จำคุก 42 ปี ไม่รอลงอาญา

พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 (หนีคดีศาลออกหมายจับ)

นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4  จำคุก 40 ปี

นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีต รองอธ.กรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี 

นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและอดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จำคุก 24 ปี

นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 จำคุก  12 ปี

นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8 จำคุก 8 ปี 

นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9 จำคุก 4 ปี

บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 ศาลสั่งให้ปรับ 1 ล้านบาท

น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 จำคุก 16 ปี

น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 จำคุก 16 ปี

น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ จำเลยที่ 13 จำคุก 4 ปี 

นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 จำคุก 48 ปี 

นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15  จำคุก 32 ปี

นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 หนีคดีศาลออกหมายจับ

นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17 จำคุก 4 ปี 

นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 จำคุก 4 ปี

นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19  ศาลยกฟ้อง

บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดหรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 ศาลสั่งจ่ายค่าปรับ 2.5 หมื่นบาท

น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 ศาลสั่งออกหมายจับหลังอ้างว่าป่วยเดินทางมาได้ ศาลไม่เชื่อว่าป่วยจริง จึงนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 27 ก.ย.เวลา 09.00 น.

************************

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22 ,นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 ,บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24 ,บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 ,นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 ,บริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท จำเลยที่ 28 ศาลสั่งยกฟ้อง