"สมชาย-บิ๊กจิ๋ว"ถึงศาลลุ้นคำตัดสินคดีสลายม็อบพันธมิตร

  • วันที่ 02 ส.ค. 2560 เวลา 09:31 น.

"สมชาย-บิ๊กจิ๋ว"ถึงศาลลุ้นคำตัดสินคดีสลายม็อบพันธมิตร

ศาลฎีกานักการเมือง นัดพิพากษาคดี ป.ป.ช.ฟ้อง “สมชาย –บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท-สุชาติ” คดีสลายม็อบพันธมิตรเมื่อปี 51 ด้าน พล.ต.ท.สุชาติพร้อมรับคำตัดสิน ยันไม่อุทธรณ์

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. จากกรณีที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อปี 2551 เพื่อกดดันให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย ของนายทักษิณ ชินวัตรลาออก กระทั่งมีการชุมนุมล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลของนายสมชายแถลงนโยบายต่อสภา จนมีการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการเปิดทางจากกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ระหว่างปฏิบัติการดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงมีการสอบสวนแล้วดำเนินคดี โดย ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้องคดีนั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ว่าที่รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวและองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน ได้นัดฟังคำพิพากษา ภายหลังไต่สวนพยานนัดสุดท้ายเสร็จ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2558 โดยฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 อายุ 70 ปี น้องเขยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว อดีตรองนายกรัฐมนตรี อายุ 85 ปี นักการเมืองที่เคยร่วมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายสมัย , พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. อายุ 68 ปี น้องชายของ พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ รัฐบาล คสช. , พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. อายุ 66 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 รัฐบาลนายสมชาย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่ม พธม.ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ซึ่งภายหลังการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามหลักสากล กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย โดยข้อกล่าวนั้นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

โดยคดีนี้ศาลฎีกาฯ ได้รับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำอม.2/2558 เมื่อวันที่ 9 ก.พ.58 และให้ประกันตัวนายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 ในวงเงิน 9.5 ล้านบาท  ส่วน พล.อ.ชวลิตหรือบิ๊กจิ๋วอดีตรองนายก ฯ จำเลยที่ 2 ได้ประกันตัววงเงิน 8 ล้านบาท และพล.ต.อ.พัชรวาทอดีต ผบ.ตร. กับพล.ต.ท.สุชาติ อดีต ผบช.น. จำเลยที่ 3-4 ได้ประกันวงเงินคนละ 6 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้วยห้ามจำเลยทั้งสี่เดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากศาล ซึ่งเป็นแนวทางปกติที่ใช้กับทุกคดีในศาลฎีกาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น.พล.อ.ชวลิต ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมีพยาบาลส่วนตัวเดินทางมาด้วย และงดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน  ขณะที่นายสมชาย ได้เดินทักทายมวลชน และได้มีการเข้าไปทักทายนายณัฐวุฒิ ใสเกลื้อ แกนนำ นปช. และพล.ต.ท.สุชาติ ได้เดินทางมาถึงแล้วเช่นกับ พร้อมกล่าวกับสื่อมวลชนว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาล ยืนยันทำดีที่สุดแล้ว ผลจะออกมาอย่างไรยินดีน้อมรับ ไม่มีปัญหาเพราะมันผ่านมานานพอสมควร ผลจะออกมาอย่างไรไม่สามารถตอบอะไรได้ อยู่กับดุลยพินิจอยากให้จบ สาธารณะชนจะได้รู้เสียที

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมใจมาเต็มที่หากผลออกมาเป็นผลเสียต่อตนเอง พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า วันนี้เตรียมกระเป๋ามา 2 ใบ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกับอดีตนายกฯสมชาย ส่วนจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่นั้นพล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ไม่แล้วเบื่อ ขณะที่ นายตี๋ แซ่เตียว อายุ 77 ปี ผู้ที่ได้บาดเจ็บขาขวาขาด จากเหตุสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย โดยกล่าวว่า ส่วนตัวอยู่ในเหตุการณ์ได้รับบาดเจ็บหน้าเมื่อ ปี 2551 ยืนยันเหตุการณ์ครั้งนั้นกระทำเกินกว่าเหตุ ไร้มนุษยธรรม แม้ที่ผ่านมาได้รับเงินเชย แต่ตลอด9 ปี ที่ผ่านมายังคงฝันร้าย ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นยังอยู่ในหัว

ผู้สื่อข่าวรายงาน อย่างไรก็ดีหากวันนี้ ศาลฎีกาฯ ได้อ่านคำพิพากษาแล้ว คู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คดีได้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 รับรองสิทธิไว้ตามมาตรา 195 ได้ภายในเวลา 30 วัน ซึ่งหากเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งมีโทษตามคำพิพากษา จำเลยก็ต้องยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันระหว่างอุทธรณ์ด้วยและเป็นดุลยพินิจองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าจะให้ประกันหรือไม่

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ