"บิ๊กตู่"ซัดสื่อ"น่ารังเกียจ"พาดหัว"รบ.อยากขึ้นภาษี"

วันที่ 10 มี.ค. 2560 เวลา 11:50 น.
"บิ๊กตู่"ซัดสื่อ"น่ารังเกียจ"พาดหัว"รบ.อยากขึ้นภาษี"
นายกฯ ฉุนสื่อพาดหัว รัฐบาลอยากขึ้นภาษี ซัด เขียนให้คนซื้อนสพ. "น่ารังเกียจ"วอนร่วมมือกันเดินหน้าประเทศ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 มี.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน SMEs Revolution : เส้นทางสายโอกาสเอสเอ็มอี 4.0 ซึ่งมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้การต้อนรับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เราต้องพัฒนาการเรียนรู้ ต้องช่วยกันคิดว่าทุกคนจะช่วยกันเดินหน้าประเทศอย่างไร ต้องเข้าใจว่าวันนี้ประเทศไทยเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ และทำมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเราต้องเดินหน้าประเทศด้วยยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ ความมั่นคงทางด้านทหาร เศรษฐกิจ สังคม โดยประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาภายในความสมดุล และสิ่งแวดล้อม โดยทุกคนต้องคำนึงถึงส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เหมือนเต่าที่เดินไปข้างหน้าแล้วงับหางตัวเองตลอดทาง หรือเป็นกระต่ายที่นอนหลับตลอดทาง เลือกเอาว่าจะเป็นอะไร สิ่งที่จะทำให้เราทันกับสถานการณ์โลกคือต้องปรับตัวเอง ซึ่งรัฐบาลเข้ามาทำทุกอย่างโดยใช้หลักการเหตุผล และยุทธศาสตร์มาดำเนินการ โดยเฉพาะการบริหารจัดการระบบบริหารราชการแผ่นดินทั้งภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ

"การเดินไปข้างหน้าจะต้องอาศัยความร่วมมือ และการทำความเข้าใจจากทุกภาคส่วน อย่าบิดเบือน ผมเห็นในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง บอกว่ารัฐบาลไม่ดูแลเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง เขียนว่ารัฐบาลมีกองทุนเพียง 2 หมื่นล้านบาทจะพออะไร ผมถามว่าเขียนอย่างนี้เขียนไปทำอะไร ผมพูดแล้วก็มีอารมณ์ วันนี้เราต้องการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ถ้ายังยืนอยู่ที่เดิมไม่มีการพัฒนา ทุกอย่างก็ไปไม่ได้ เป้าหมายคือเราต้องเพิ่มขีดความสามารถของประเทศทุกด้านให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้เกิดรายได้ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ลดกับดักรายได้ปานกลาง วันนี้รัฐบาลทำทุกอย่างแต่ความร่วมมือ ความเข้าใจ คือสิ่งสำคัญที่สุด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจพยายามขับเคลื่อนในทุกมิติ แต่ก็มีหลายคนที่ยังดูถูกประเทศในการจะเป็นศูนย์กลาง และพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพราะเห็นว่าชาวนา ชาวไร่ ยังมีรายได้น้อยอยู่ ตนก็ไม่ทราบว่าจะพูดกันไปทำไม ทำลายศักยภาพของตัวเอง ขอร้องว่าอย่าเอาโอกาสมาเป็นวิกฤต และทำวิกฤตให้เป็นวิกฤตมากกว่าเดิม วันนี้ตนจำเป็นต้องดุเดือด เพราะทุกอย่างต้องขับเคลื่อน ทั้งที่ตนเองเป็นคนเรียบร้อย นุ่มนวล ไม่มีใครชมก็ต้องชมตัวเอง เราต้องเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยเอสเอ็มอี มีสินค้าส่งออกประมาณร้อยละ 80-90 ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริมเราจะทำอะไรได้

"แล้วคำพูดที่ว่าไปเอื้อประโยชน์ให้นายทุน พูดกันอยู่แค่นี้แทนที่จะพูดให้คนเหล่านี้พัฒนาตัวเองภายใต้กรอบที่รัฐบาลกำหนด ว่าจะต้องอะไรกันบ้างไม่ใช่สอนเพียงว่าให้ขอทุนอย่างเดียว แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาให้ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผมพูด และอธิบายเกี่ยวกับระบบภาษี และเรื่องต่าง ๆ ไปแต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องการจะขึ้นภาษี ไม่เข้าใจหรืออย่างไร สื่อวันนี้ เสนออะไรก็ได้ที่เป็นความขัดแย้ง ที่จะเป็นปัญหา พูดและเขียนกันเข้าไป เขียนพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งกันเข้าไป ข้างในเนื้อข่าวไม่มีอะไร เขียนเหมือนที่ผมพูด แต่ข้างหน้าขอให้ได้เขียน เพื่อให้คนซื้อหนังสือพิมพ์ น่ารังเกียจนะผมจะบอกให้ แต่ก็คงไม่ใช่ทุกคน พวกที่ดี ๆ กับผมก็มีทุกคนก็พูดว่ารักผม อยากช่วยผม แต่ที่เขียนมาแบบนี้อยากถามว่าช่วยอะไร อย่างนี้เรียกว่าช่วยหรือ"นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ออกมาตราการจำนวนมาก เพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยผู้ประกอบการของไทยจะต้องพัฒนาตัวเอง จะได้ไม่ต้องเอาเอสเอ็มอีของต่างประเทศเข้ามา และไม่จำเป็นเปิดเอสเอ็มอีรายใหม่ เพียงแต่พัฒนาเอสเอ็มอีที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอ

"ผู้ประกอบการเอาเอ็มอีของไทยยังขาดจิตวิญญาณ ในการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีด้านเกษตร เพราะทุกคนติดกับดัก การรับจ้าง คิดแต่การขาย ไม่คิดต่อว่าสามารถนำวัตถุดิบไปใช้ประโยชน์แปรรูปอะไรได้อีก และการให้เงินสนับสนุนของรัฐมันต้องมีกติกา ที่ผ่านมาให้กันผิดๆ มันให้แบบนั้นไม่ได้หรอก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เราต้องใช้ศิลปะ วัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศให้ได้ ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลพยายามเร่งผลิตคนให้ตรงกับความต้องการ โดยแรงงานส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด รัฐบาลจึงสนับสนุนให้เรียนอาชีวะให้มากขึ้น เรียนจบมีงานทำแน่นอน

"วันนี้ผมก็ไม่สบายใจที่นักเรียน นักศึกษา ไม่ค่อยสนใจฟังครูสอน มัวแต่สนใจโทรศัพท์ ก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์ ไม่ถามอะไร ผลสอบออกมาคะแนนต่ำ ก็ต้องช่วยกันพัฒนาตัวเอง วันนี้เอสเอ็มอี 1.0-4.0 หลายคนสงสัยว่าจะไปได้ไหม สื่อบางสื่อไม่เข้าใจก็ดูถูกประเทศไทยว่าจะเป็น4.0 ได้อย่างไร ยังมีเรื่องพระ ซึ่งมันคนละเรื่องกันหมด มันเขียนเก่งจริงๆ เอาเรื่องที่มีปัญหากับเรื่องดีๆที่จะเดินไปข้างหน้ามาตีกัน แล้วประชาชนทั้งประเทศจะเข้าใจอะไร พูดทุกวันๆมา3 ปีเต็มๆ ปีละ52 ครั้งทุกวันศุกร์ 150กว่าครั้งแล้ว แต่ท่านเขียนคำเดียวเขียนหน้ากระดาษเดียว ที่คิดแทบตายทำกันคนละเท่าไหร่ ท่านเขียนจั่วหน้าอันเดียวไปหมด ขอร้องเถอะ" นายกฯกล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องการกระตุ้นสถาบันการเงินให้กลับมาช่วยเรา เดิมเรากู้จากธนาคารพาณิชย์แล้วกลายเป็นหนี้เสีย ดังนั้นต้องทำงบ2หมื่นล้านให้ดี เพื่อจะทำให้ธนาคารพาณิชย์กล้ากลับมา ไม่ใช่รัฐบาลไม่ดูแล ปล่อยธนาคารพาณิชย์ไป แต่เขาเป็นธุรกิจจะล้มลลายได้หรือไม่ ผู้ถือหุ้นเขาก็มี นี่คือระบบเสรี ดังนั้นต้องเปิดโอกาสด้วย เท่าที่พูดคุยกันเขาก็อยากกลับมาช่วยเรา แต่ขอดูตรงนี้ก่อนว่าสอบผ่านไหม อย่างไรก็ตาม การทำงานของกระทรวงมหาดไทยฝากดูในส่วนนี้ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตอนนี้ก็ดูทั้งหมด สำหรับการผลักดันเอสเอ็มอี เหมือนเติมน้ำเกลือแร่ให้นักเตะฟุตบอล พักครึ่งแรกแล้วเติมน้ำเกลือให้ใหม่ ไม่ใช่เติมไปแล้วตรงกลาง ครึ่งหลังแย่กว่าเดิมอีก หมดแรงมากกว่าเดิม ตนก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นต้องพัฒนาความรู้ไม่ใช่เอาเงินไปใช้จนหมดแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย เอาเงินเติมเป็นน้ำเกลือแร่ไป ไม่ใช่เป็นน้ำอย่างอื่น

นายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชนเพราะท่านสำคัญที่สุด เป็นพวกตนทั้งนั้นช่วยตน แต่บางทีก็ช่วยให้หนักกว่าเดิม บางทีก็เหมือนจะดีเพราะเริ่ม 5 วันแรกก็ดี เริ่มมีความเข้าใจ ตนก็ปลื้มใจ เอ้อ น้องๆ เราน่ารัก แต่พออีก 2 วันเอาอีกแล้ว เท่ากับ 2 วันลบ 5 วันที่ดีหมดเลย ตนก็กลัวเหมือนกัน คิดกันสิ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนคือเราต้องเติบโตไปพร้อมกันและนำประเทศชาติไปสู่ความเข้มแข็ง เศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ 20 ปี (2560-2579) ใน 20 ปีข้างหน้าหลายคนอาจตายไปเยอะ แต่เราก็ต้องเดินหน้าไปเคยมีใครหรือไม่ที่เขียนแบบนี้ ตีกรอบขึ้นมาว่าจะเดินไปอย่างไร มีกิจกรรมหลักและรองอะไรแล้วเราก็เดินตามกรอบอะไร ผลสัมฤทธิ์คือประชาชนต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่าเอาอะไรมาพันกันไปหมดเดี๋ยวก็ทุจริต คิดแต่จะทุจริต รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ก็ขอให้ไปฟ้องและดำเนินการกันมา รัฐบาลคิดไปข้างหน้า ข้างหลังมีหน่วยงานอื่นดูอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะตั้งหน่วยงานกันมาทำไม แล้วจะให้นายกฯสั่งคนเดียวหรือ ทุกเรื่องก็นายกฯ นายกฯ ตนก็ตายพอดี ตนได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่

"วันนี้ช่อง 11 ปรับปรุงขึ้นมากแล้ว ก็ขอให้เข้าไปดูกันบ้าง ช่องนี้มีทุกอย่างทั้งวิธีการ การประกอบการ ข้าราชการเป็นอย่างไร อยู่ในช่อง 11 ช่องปฏิรูปไปดูช่องละครอะไรเสียเยอะ แล้วจะรู้เรื่องการปฏิรูปกันไหม เปิดดูกันหน่อยนะครับ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

บทความแนะนำ