ป.ป.ท.เผยรู้ตัวจนท.รัฐเอี่ยวโกงจำนำข้าวต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว20%

วันที่ 02 มี.ค. 2560 เวลา 17:45 น.
ป.ป.ท.เผยรู้ตัวจนท.รัฐเอี่ยวโกงจำนำข้าวต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว20%
ป.ป.ท.ไล่บี้เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวคดีทุจริตจำนำข้าว เผยคดีคืบหน้า 40 เปอร์เซ็นต์ รู้ตัวเจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดทางวินัย-แพ่งแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนความผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าวอยู่ระหว่างการทยอยเรียกสอบผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานและเอกสารตามสำนวนการสอบจำนวน 986 สำนวน ซึ่งในช่วง2 เดือนที่ผ่านมาสอบไปได้แล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นการสอบพยาบุคคลและสอบยันเอกสารที่เคยมีการสอบสวนไปก่อนหน้านี้ว่ามีรายละเอียดของข้อมูลตรงกันหรือไม่ เพื่อให้การบริหารคดีเป็นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะต้องเสร็จให้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดอีกเพียง 4 เดือน

อย่างไรก็ตาม หากสอบแล้วพบว่ามีประเด็นงอกเพิ่มเติมก็ต้องดำเนินการหลังจากนั้น แต่เชื่อว่าจะสามารถชี้มูลความผิดและระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฎิบัติการ คณะกรรมการชุดต่างๆ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวง ส่วนภาคเอกชนจะเป็นกลุ่มเซอร์ไวเยอร์ และกลุ่มโรงสี

นายประยงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวที่จะต้องถูกหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการวินัยและทางแพ่งเพื่อรับผิดทางละเมิดนั้น 20% มีรายชื่อแล้ว ส่วนอีก 80% ที่เหลือต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเนื่องจากคดีดังกล่าวมีมูลค่าความเสียหายที่รัฐจะต้องเรียกเงินคืนสูงถึง 115,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายที่รัฐจะต้องใช้กระบวนการทางแพ่งและอาญาฟ้องกับผู้เกี่ยวข้องในคดี

ส่วนเมื่อชี้มูลให้มีการเรียกค่าเสียหายแล้วจะมีเงินจ่ายคืนรัฐหรือไม่ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่กำหนดไว้ เพราะพิจารณาจากรายละเอียดของสำนวนกว่า 900 คดีนั้น จะเห็นว่าไม่ซ้ำกันเลย ในเบื้องต้นหากคณะอนุกรรมการไต่สวนชี้มูลความผิดเสร็จสิ้นในคดีใดแล้วก็จะเร่งสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาเพื่อส่งศาลต่อไปควบคู่กับการส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดเอาผิดทางวินัยในกรณีที่เป็นข้าราชการ

อย่างไรก็ตาม หากสอบแล้วพบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องยุติคดี ส่วนเอกชนหากพบว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจริงก็ต้องดำเนินการทางเพ่งโดยไม่ละเว้น ยืนยันว่า คดีนี้สามารถเอาผิดและเรียกเงินคืนรัฐได้แน่ แต่จะมากจะน้อยอย่างไร สิ้นสุดคดีแล้วคงจะทราบว่า จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไร