นักวิชาการเสนอปฏิรูปกลไกสภา

วันที่ 27 ส.ค. 2553 เวลา 13:57 น.
วงเสวนาวุฒิฯ เสนอ เปิดพื้นที่กลุ่มขัดแย้งใช้เวทีกมธ.ถกหาทางออก พร้อมถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับรู้ 

ที่รัฐสภา คณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ได้จัดงานเสวนา ก้าวต่อไปประเทศไทย : ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน โดย นายอภิชาติ สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ในทัศนะของตนมองว่าไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่ไม่เท่าเทียม  แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนชนบทที่เหมือนคนในเมืองมากขึ้น เรื่อยๆ ทำให้คนชนบทต้องการความมั่นคงในชีวิต มีมาตรการการดูแลจากรัฐบาลที่เท่าเทียมกับคนเมือง ในอดีตมีมาตรการดูแลชีวิตที่เห็นผลคือ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคแต่เมื่อเกิดรัฐประหารคนในชนบทจึงรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมในความมั่นคงของชีวิต

นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า ช่วงปลายเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ตนทำวิจัยขั้นทดลองเรื่องการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม กับชนชั้นใหม่ ประชาชนจำนวน 100 คนในพื้นที่จ.เชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี และจ.นครปฐม พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนพบว่าคนเสื้อแดงมีรายได้เฉลี่ย17,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าคนเสื้อเหลืองที่มีรายได้เฉลี่ย31,000 บาท ส่วนกลุ่มเป็นกลางมีรายได้ 11,000 บาท ดังนั้นคนเสื้อแดงไม่ใช่คนจนเมื่อเทียบกับเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ฯ ระบุคือ 1,400 บาทต่อเดือน  ส่วน ความเห็นต่อประเด็นความเหลื่อมล้ำทางรายได้กลุ่มเสื้อแดงมองว่าไม่เป็นสิ่ง ที่น่าวิตก สำหรับคนเสื้อเหลืองส่วนใหญ่กลับเห็นว่ารู้สึกไม่เท่าเทียมด้านรายได้

“กรรมการ ปฏิรูปที่รัฐบาลแต่งตั้ง ถ้าสนใจไปที่การปฏิรูปเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยไม่สนใจมิติอื่นๆ เช่น ความมั่นคงทางรายได้ อาจจะไม่สามรารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันได้ เพราะการสำรวจพบด้วยว่าเหตุที่คนออกมาประท้วงรัฐบาล ความเห็นส่วนใหญ่ 28% เพราะต่อต้านการรัฐประหาร ทหารแทรกแซงการเมืองและต้านระบบ 2 มาตรฐานของการเมือง รองลงมา18%เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ 3๔ออก มาประท้วงเพราะศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และที่สำคัญไม่มีผู้ใดตอบว่าที่ออกมาสนับสนุนคนเสื้อแดงเพราะต้องการให้มี การแก้ไขความเลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดง” นายอภิชาติ กล่าว

ด้านนายพิชญ์   พงษ์สวัสดิ์  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว ว่าการแก้ปัญหาการเมืองนอกสภา ตนมองว่าสถาบันทางการเมือง อย่างรัฐสภา และวุฒิสภา ที่เป็นตัวแทนภาคประชาชนต้องตอบสนองการขับเคลื่อนของประชาชนในทางการเมือง ที่ผ่านมาสถาบันทางการเมืองไม่ได้ทำงานเชิงรุกในเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ ผ่านมา  ดังนั้นตนมองว่าถึงเวลาต้องปรับปรุงกระบวนการของรัฐสภาที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างทันท่วงที  เช่น เรียกสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ในระดับชั้นการทำงานของกรรมาธิการ สื่อของรัฐสภาต้องถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มขัดแย้งรู้สึกว่าตัวแทนของเขาสามารถตอบสนองการเมืองนอก สภาได้

“หน้าที่ ใหญ่ของสถาบันนิติบัญญัติไม่ใช่แค่การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียว ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับสังคม การทำงานภายใต้รูปแบบกรรมาธิการคณะต่างๆ ต้องชัดกว่านี้ ต้องสื่อสารให้คนเชื่อมั่น ว่าระบบกมธ.ทำงานได้ ถ้ามีกระบวนการปรับให้เชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น ต้องทำพัฒนาระบบรัฐสภาให้มากกว่าเป็นภาพของสภาโจ๊ก” นายพิชญ์ กล่าว

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ  ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าความขัดแย้งในรัฐสภาควรระวัง 2 เรื่อง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง กล่าวคือ รัฐธรรมนูญปี 50 ได้ นำข้อดีจากต่างประเทศใส่ไว้ แต่ไม่สอดคล้องกับสังคมไทย ที่เป็นระบบพรรคพวก ดังนั้นจึงควรที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องเขตเลือกตั้งให้ตอบสนองกับสังคมไทย จึงจะแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองได้นอกจากนั้นแล้วทหารยังเป็นส่วนหนึ่งของ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย โดยเฉพาะการใช้อำนาจแทรกแซงการเมือง