ใครกล้าทำ

วันที่ 25 ส.ค. 2553 เวลา 05:23 น.
ปัญหามาบตาพุดที่เรื้อรังมาเกือบปี เหมือนจะได้ข้อยุติ หลังจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ลงมติให้กิจการ 11 ประเภท เป็นกิจการรุนแรง ต้องทำ

ผลกระทบด้านสุขภาพ นอกเหนือจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมด ตั้งความหวังจะคลายปมที่ค้างคามาอย่างยาวนาน

แต่ทว่าสิ่งที่น่าคิดก็คือ การแก้ปัญหามาบตาพุด มีประสิทธิภาพหรือไม่

มาบตาพุด สร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไม่เพียงแต่นักลงทุนไทยเท่านั้น แต่ต่างชาติ อาทิ ญี่ปุ่นถึงกับประกาศว่าถ้ามาบตาพุดไม่รู้หมู่หรือจ่า จะถอนตัวจากการลงทุนในไทย

กระบวนการแก้ปัญหามาบตาพุด รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ได้มีการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาแก้ปัญหา และคณะกรรมการชุดดังกล่าว เสนอให้กิจการ 18 ประเภท เป็นกิจการรุนแรง

กระบวนการคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ใช้เวลา 8 เดือนในการพิจารณาและเสนอให้รัฐบาลอนุมัติ

แต่ปรากฏว่า รัฐบาลดึงเรื่องออกมา และแก้ไขจนเหลือเพียง 11 ประเภทกิจการ

สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมรัฐบาลไม่จัดการเองเสียตั้งแต่แรก และต้องตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาอีก ทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

หรือแนวทางที่ออกมา เป็นการซื้อเวลาเพื่อการรอมชอมแบบวัดครึ่ง กรรมการครึ่ง คือคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 กิจการ แต่รัฐบาลต่อรองและเหลือแค่ 11 กิจการ

บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น โดยรัฐบาลหวังได้เสียงทั้งจากองค์กรเอกชน และจากนักลงทุน

แต่ผลปรากฏเอกชนก็ส่ายหน้า เอ็นจีโอก็ฮึ่มๆ ไม่เอาด้วย

และสิ่งที่น่าคิดก็คือวิธีการเช่นนี้ มันถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่

จริงอยู่มันยากที่จะตัดสิน การดำเนินนโยบายลักษณะซื้อเวลา และใช้การประนีประนอม ถูกหรือผิด ประเทศได้หรือเสีย เนื่องจากไม่มีมาตรวัดที่แน่นอน

แต่ทว่าในการบริหารประเทศนโยบายสำคัญๆ ควรจะต้องมีวิธีวัดประสิทธิภาพ ผลได้ ผลเสีย และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่เช่นนั้น การวัดว่า มีฝีมือ หรือไม่มี คงต้องอาศัยน้ำลายและวาทะ ใครพูดเก่ง ใครหล่อกว่าใครมาชี้ขาด ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก

มาตรฐานการวัดประสิทธิภาพการบริหารประเทศ จะมีไหมนักการเมืองหรือพรรคไหนจะนำเสนอขึ้นมาบ้างหรือไม่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่น่าคิดมากสำหรับบ้านเมืองของเรา

โปรดยกมือขึ้น....อย่านั่งเงียบกันหมดสิเอ้า