กกต.เผยกระบวนการคัดเลือกสว.

วันที่ 30 ก.ย. 2559 เวลา 16:51 น.
กกต.เผยกระบวนการคัดเลือกสว.
กกต.ส่งร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ให้กรธ.แล้ว กำหนดให้มีสมาชิกจำนวน200คนจากการเลือกกันเอง20กลุ่มพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ที่ กกต.จะส่งให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วันนี้ (30ก.ย.) ซึ่งมีทั้งหมด 100 มาตรา 3 หมวด กำหนดให้ สว.มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกกันเอง 20 กลุ่ม กระบวนการได้มาทั้งหมดไม่เกิน 60 วัน นับตั้งแต่มี พ.ร.ฎ.ประกาศเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสวซทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากที่มี พ.ร.ฎ.ให้มีการได้มาซึ่งสว.แล้ว จากนั้นภายใน 5 วัน กกต. จะกำหนดวัน เวลารับสมัครสว. ทั้งในระดับอำเภอ  จังหวัด และระดับประเทศ โดยให้เริ่มเปิดสมัครไม่เกิน 10 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. มีผลใช้บังคับ และเปิดรับสมัครไม่น้อยกว่า 5 วัน ในการสมัครให้ยื่นหลักฐานแสดงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ และต้องเป็นสมาชิกหรือทำงานหรือเคยทำงานในกลุ่มด้านที่สมัครเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นบางกลุ่มที่เป็นโดยสถานะ เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งในการสมัครเพื่อเลือกกันเองให้เป็นสว.นั้น ผู้มีสิทธิสมัครจะสมัครได้เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กรณียื่นสมัครโดยฝ่าฝืน ให้กกต.ถอนชื่อออกจากประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือก หากพบเหตุภายหลังประกาศผล ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอย่างไรก็ดี การเลือกในระดับอำเภอดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอน ใช้เวลา 15 วัน คือ 1.การเลือกเพื่อคัดกรองกันเองระหว่างผู้สมัครในกลุ่มเดียวกันให้เหลือกลุ่มละ 5 คน 2.จัดให้มีการเลือกระหว่างผู้ที่ผ่านการคัดกรองเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นให้เหลือกลุ่มละ 3 คน จากนั้นการดำเนินการเลือกในระดับจังหวัด ใช้เวลา 15 วัน ขณะเดียวกัน ให้ผู้สมัครที่ผ่านการเลือกในระดับอำเภอ เลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นให้เหลือกลุ่มละ 1 คน การหาเสียงหรือแนะนำตัวห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการใดๆ แต่สามารถพูดแนะนำตัว รวมทั้งจัดทำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติและผลงานในการทำงานได้ โดยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ในการจัดทำเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัครและจัดส่งเอกสารให้กับผู้สมัครรับเลือก

สำหรับวิธีการเลือก ให้เขียนหมายเลขผู้สมัครของกลุ่มต่างๆ ลงในช่องลงคะแนนในบัตรลงคะแนนแต่ละใบของแต่ละกลุ่ม ให้ผู้สมัครซึ่งได้คะแนนมากที่สุดเรียงลำดับลงมาเป็นผู้ได้รับเลือกในแต่ละกลุ่มของแต่ละระดับตามจำนวนที่กำหนดไว้ กรณีกลุ่มใดมีผู้สมัครน้อยกว่าหรือเท่ากับจำนวนที่จะพึงมี ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับเป็นผู้ได้รับเลือก ในกรณีที่ได้คะแนนเท่ากันในลำดับที่ทำให้เกินจำนวนจะพึงมี ให้จับสลากเพื่อให้ได้ผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอครบจำนวนที่จะพึงมี เมื่อเลือกในระดับจังหวัดเสร็จสิ้นแล้ว ให้กกต. จังหวัดส่งรายชื่อผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัดให้กกต. เพื่อจัดการเลือกในระดับประเทศ เมื่อ กกต. จัดให้มีการเลือกในระดับประเทศเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ หาก กกต. เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และไม่มีการร้องคัดค้านการเลือกสว. ให้กกต. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกซึ่งได้คะแนนมากที่สุดเรียงลำดับลงมาจำนวน 10 คนในแต่ละกลุ่ม รวมจำนวน 200 คนเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสว. และให้กกต. ประกาศผลการเลือกสว. ภายใน 7 วัน นับแต่วันจัดให้มีการเลือกในระดับประเทศ และให้กกต.จัดทำบัญชีสำรองของผู้ผ่านการคัดเลือกไว้บัญชีละ 10 รายชื่อ

ส่วนกรณีที่สมาชิกภาพของสว. ในกลุ่มใดสิ้นสุดลงก่อนคราวออกตามวาระ ไม่ต้องดำเนินการจัดให้มีการเลือกใหม่ แต่ให้ผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ในบัญชีกลุ่มนั้นที่อยู่ในบัญชีสำรองในลำดับถัดไปเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสว.แทน ทั้งนี้ บทเฉพาะกาล กำหนดให้ในวาระเริ่มแรกภายหลังที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้นำรายชื่อผู้ได้รับการเลือกเป็นสว. ดังกล่าวเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อคัดเลือกผู้ได้รับเลือกเป็นสว.ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยในกลุ่มสว. ที่ได้มาโดยการเลือกกันเองจะถูกคัดเหลือ 50 คน  รวมกับกลุ่มได้รับการสรรหา 194 คน และโดยตำแหน่ง 6 คน รวมจำนวน 250 คน   เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญพ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวถึงการดำเนินสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัยว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจพิจารณาให้ใบเหลืองแก่ผู้สมัครรับเลือกได้ กรณีภายหลังประกาศผลการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น โดยให้ยื่นคำร้องคัดค้านก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หรือภายใน 30 วันนับแต่ประกาศผลการเลือก

ส่วนที่เพิ่มเติมจากกฎหมายการได้มาซึ่งสว. ในอดีตนั้น  โดยเฉพาะบทกำหนดโทษในพ.ร.ป.ฉบับนี้ มีการเพิ่มเติมขึ้นใหม่ คือ 1. ผู้กระทำการสนับสนุนให้บุคคลเข้ารับหรือไม่เข้ารับการสมัครรับเลือก เพื่อประโยชน์ในการเลือกให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น หรือลงสมัครเพื่อการเลือกโดยมีผลประโยชน์ตอบแทน

2.กรรมการบริหารหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว. 3.กรณีจูงใจให้มีการเลือก หรือซื้อเสียง โดยการให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ เลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยง หลอกลวง คุกคาม หรือใช้อิทธิพลข่มขู่ โดยทั้งหมดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และในกรณีมีการฝ่าฝืนและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืน ให้ศาลสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับไม่เกินกึ่งหนึ่งจากจำนวนเงินค่าปรับแก่ผู้แจ้งความนำจับ

สำหรับสว.ทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ประกอบด้วย 1.ด้านการบริหาร ความมั่นคง หรือการต่างประเทศ 2.ด้านกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรม 3.ด้านการบัญชี การเงิน การคลัง หรือการงบประมาณ 4.ด้านการศึกษาหรือวิจัย 5.ด้านการสาธารณสุข 6.ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7.ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม การแสดง หรือการกีฬา 8.ด้านกสิกรรม หรือป่าไม้ 9.ด้านปศุสัตว์ หรือประมง 10.ด้านลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน องค์กรลูกจ้าง หรือองค์กรนายจ้าง 11.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสาร สื่อสารมวลชน

12.ด้านการประกอบการธุรกิจ การค้า หรือการธนาคาร 13.ด้านการประกอบการอุตสาหกรรม 14.ด้านการประกอบวิชาชีพ 15.ด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 16.ด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงาน 17.ด้านองค์กรชุมชน หรือประชาสังคม 18.ด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือสตรี (เฉพาะตัวผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือสตรี) 19.ด้านผู้ประกอบอาชีพอิสระ และ 20.ด้านอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต