"บิ๊กตู่"ปัดรัฐบาลถังแตกแค่พร่องไปนิดหน่อย

  • วันที่ 06 พ.ค. 2559 เวลา 21:18 น.

"บิ๊กตู่"ปัดรัฐบาลถังแตกแค่พร่องไปนิดหน่อย

"ประยุทธ์" แจง Thailand 4.0 พัฒนาทั้งภาพเกษตร-อุตฯ โวกองทุนออมฯมีแล้วเหยียบพันล้าน ย้ำปฏิรูป 2 ปีไม่จบต้องวางแผนอนาคต 20 ปี

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ออกรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศทางโทรทัศน์เฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมี น.ส.เขมสรณ์ หนูขาว ผู้ประกาศข่าวจากสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี เป็นผู้ดำเนินรายการ ในช่วงต้นมีการพูดถึงมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ในส่วนการแก้ปัญหาแฟลตดินแดง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในช่วงแรกมีข้อขัดแย้งกันมากพอสมควร รัฐบาลก็ใช้ความอดทนในการสร้างความเข้าใจ ขอขอบคุณชาวแฟลตดินแดง ชุมชนดินแดง ที่ส่วนใหญ่ยอมรับให้ทำโครงการปรับปรุงพื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ ปรับสิ่งแวดล้อม  ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิมให้ดีขึ้น เพราะคับแคบแล้วก็ทรุดโทรม มีโอกาสที่จะพัง มีแผนดำเนินการ 8 ปี 2559 - 2567 ทั้งรื้อถอน ก่อสร้าง เคลื่อนย้าย เริ่มก่อสร้างโครงการแรกในเดือน ส.ค.นี้ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณสัก 18 เดือน รวมแล้วจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ประมาณสัก 30,000 คน

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย นายกฯเปิดเผยว่า ในระยะแรกเราจะเร่งกำจัดขยะมูลฝอยที่ตกค้าง มีการสะสมแล้ว 20 ล้านตัน จากทั้งหมด 30 ล้านตัน กำหนดพื้นที่รวบรวมของเสียอันตราย 83 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ถูกหลักวิชาการ กำจัดแล้ว 174 ตัน ทั้งหมดมี 250 ตัน ต่อไปก็ใช้รูปแบบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม เป็นคลัสเตอร์ในแต่ละจังหวัด เพื่อช่วยจัดการขยะที่เพิ่มขึ้นอีก 2.18 ล้านตัน ส่วนระยะต่อไป จะทำเป็นแผนแม่บทบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ตั้งแต่ปี 2559 - 2564 เป้าหมายคือจัดการขยะชุมชนให้ถูกต้องมากกว่าร้อยละ 75 ภายในปี 2564 เพราะสะสมมานาน แล้วก็เร่งกำจัดขยะตกค้างที่เหลือทั้งหมดภายในปี 2562 แล้วก็ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถคัดแยกขยะของเสียอันตราย ตั้งแต่ต้นทางมากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2564 เมื่อบริหารจัดการขยะได้แล้ว ก็ต้องมาดูว่าทำอย่างไรขยะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อไป

สำหรับการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของพี่น้องประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โลกวันนี้เขาใช้คำว่า Connectivity ความเชื่อมโยง ความเป็นเศรษฐกิจเดียว แล้วก็การอุตสาหกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นหลักการในการนำร่องในการพัฒนาประเทศ การปรับประเทศให้เป็น Thailand 4.0 ก็คือการที่เราจะมีทั้งเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมต่างๆที่จะส่งเสริมให้ประเทศเราเข้มแข็งขึ้น มีรายได้มากขึ้น จำเป็นต้องขยับทุกอย่าง แต่ปัญหาของเราคือเรามีเกษตรกรจำนวนมาก ที่แต่ละคนอดทนทำมาโดยตลอด ถึงขาดทุนก็ทำ ก็มาดูว่าอันไหนมีศักยภาพก็ส่งเสริม นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมกรรมการใช้เครื่องจักรเพิ่มมูลค่า แล้วก็ต้องเตรียมรับอนาคตสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาจากภัยแล้งอีก นำทุกมิติมาดู

“Thailand 4.0 ก็ต้องทำหลายอย่างด้วยกัน ทั้งเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม ทั้งการใช้เครื่องจักร เครื่องจักรเบา เครื่องจักรหนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ที่ผ่านมาช่วง 3.0 เราพัฒนาอย่างมากเลยนะ 10-20 ปีที่ผ่านมา เรามีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่มีการลงทุนจากต่างประเทศมากมาย วันนี้ก็ต้องมาดูว่า ที่ผ่านมามีผลเสียอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม เราก็ต้องมาดูใหม่ว่า 4.0 เราจะทำอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เรามีสตาร์ทอัพตั้งหลายร้อยกิจการ แต่สิ่งที่ต้องเดินหน้าไปด้วยก็คือการสร้างความมั่นคง ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงในทุกมิติ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปด้วย ทั้งยังมีการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้าในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโอท๊อป สินค้าชุมชนสินค้า SMEs เหล่านี้ ต้องทั้งพัฒนา และประชาสัมพันธ์  สร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้ได้ เพื่อจะสร้างรายได้ให้ประชาชนฐานราก ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากแก้วจริงๆ ถ้าเศรษฐกิจภายในเจริญเติบโตขึ้น ภายนอกก็ย่อมเข้มแข็งตามไป ประเทศเราก็มีรายได้จากการส่งออกมากขึ้น ในสินค้าที่แข่งขันเขาได้รูปแบบใหม่ๆเป็นนวัตกรรม ทั้งนี้เครือข่ายบิซคลับ จะประกอบไปด้วยนักธุรกิจ องค์กรต่างๆ สถาบันการเงิน ตัวแทนมหาวิทยาลัยร่วมมือกันทำงานสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

แยกออกเป็น 5 ประเภท คือ กลุ่มสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน กลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก กลุ่มผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย กลุ่มบริการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พัก ซึ่งตอนนี้มีปัญหาเยอะมาก ก็ต้องรื้อทุกอัน และกลุ่มสุดท้ายคือ บริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ

“วันนี้เรามีศูนย์เครือข่ายธุรกิจบิซคลับที่ว่า มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 8,187 ราย ครอบคลุมเครือข่ายธุรกิจใน 77 จังหวัด ในปัจจุบัน” นายกฯ ระบุ            พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ด้วยว่า จริงๆ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนการออมแห่งชาติ ก็มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว แต่ที่ผ่านมามีกาสรชะลอไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนกว่า 25 ล้านคที่อยู่ในเงื่อนไขของกองทุนนี่ มีสิทธิเป็นสมาชิกกองทุนเหล่านี้ ไม่สามารถใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้ แล้วรัฐบาลนี้ก็ผลักดันจนสำเร็จ เปิดรับสมัครสมาชิกตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.58 ถึงปัจจุบัน มียอดสมาชิกรวม 417,460 คน  ยอดเงินสะสม 641,289,996 บาท  ยอดสมทบโดยรัฐบาล 316,812,524 บาท  รวมเงินกองทุน 958,102,520 บาท สะท้อนว่าหากมีการทำตามกฎหมาย ก็มีเงินอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เมื่อไม่ทำก็มาเรียกร้องให้รัฐอุดหนุนตลอดเวลา ซึ่งรัฐเองก็ไม่ไหว อาจไม่ถึงกับถังแตก เพียงแต่ว่าพร่องๆ ไป ก็ต้องหาทางหามาเติมให้ได้ ส่วนปริมาณการเข้าร่วมกองทุนแบ่งตามภูมิภาค พบว่า ภาคอีสาน สูงสุด ร้อยละ 51.2  ภาคกลาง ร้อยละ 19.7 ภาคเหนือ ร้อยละ 10.2 หากแบ่งตามอาชีพพบว่า อาชีพเกษตรกรมากที่สุด ร้อยละ 68.8 ตรงนี้ก็สะท้อนว่าแต่ละภูมิภาค แต่ละอาชีพ รายได้ความเจริญแตกต่างกัน            สำหรับความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ หัวหน้า คสช.ระบุว่า การปฏิรูป 31 วาระ 37 เรื่อง และกิจกรรมอีกเยอะแยะไปหมด ถึงต้องมีมีระยะที่ 1 2 3 4 5 คือเหตุผลที่จะต้องมีแผนปฏิรูป 5 ปี 4 แผน มีแผนสภาพัฒน์อีก 4 แผนให้สอดคล้องกัน ทั้งหมดร่วมกันเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า ให้ประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อันไหนที่จะเริ่มต้นได้เราก็จะเริ่มต้นในช่วงนี้ถึงปี 2560 ให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นแนวทางนำร่องเป็นแบบอย่าง อะไรแก้จบได้ก็จบไปเลย อันไหนจบไม่ได้ก็ไปต่อระยะหน้า ตอนนี้ก็ปฏิรูประยะที่ 1 ตั้งแต่ พ.ค.57 แก้ไขความขัดแย้ง จัดระเบียบบ้านเมืองให้ทุกคนมาอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ก็ถือว่าบ้านเมืองสงบพอสมควร มีเฉพาะในสื่อในโซเชี่ยลเท่านั้น กับคนบางคนที่ออกมาพูดจาทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ฝากผู้ที่รับผิดชอบด้านนี้ดูแลกันด้วย            “วันนี้ทุกคนคาดหวังว่าจะให้ปฏิรูปให้เสร็จภายในปี 2 ปี ไม่มีทางเสร็จหรอก หลายประเทศเขาเป็นร้อยปียังไม่เสร็จเลย ประเทศไทยยังไม่เริ่มปฏิรูปสักที มาเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ปี 57 ที่ผ่านมานี้แหละ แล้วท่านจะหยุดเหรอ ท่านจะไม่ให้ประเทศมันเดินหน้าไปแล้วกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบเดิมๆประเทศชาติที่ว่าดีๆจริงๆมันไม่ได้ดีหรอก มันกลวง มันกลวงข้างใน เพราะฐานมันไม่แน่นไง จิตใจคนมันก็แหลกสลาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว            ในส่วนของข้อเสนอ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่เรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกคำสั่งบางฉบับที่มีเนื้อหาปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชน เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก วันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา หัวหน้า คสช.กล่าวว่า รับทุกอัน ไม่อยากให้ทุกคนไปมองว่า สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย วันนี้ไม่ให้เสรีภาพประชาชนตรงไหน ท่องเที่ยวจะไปไหนก็ไป เว้นแต่คนที่ทำความผิด คนที่มีคดีความ มันก็ต้องพิจารณาดูบ้างใช่ไหม ต้องระมัดระวังไม่ให้มันบานปลาย ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบ้างคนหรือสื่อบ้างอัน ถ้าข้อร้องไม่ได้มันก็ต้องมีการบังคับใช้ แต่ไม่ได้ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ ทุกวันนี้โครมครามกันอยู่นี้ ห้ามตรงไหน ถ้าห้ามก็วันนี้แทบทุกอัน ทุกช่องทุกเล่มปิดได้หมด

“ถือว่าผมอดทนมากแล้วนะที่ผมอธิบายไป ขอร้องไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่เขาก็ขอผมเรื่องเสรีภาพสื่อ ผมก็บอกว่าเสรีภาพวันนี้ผมให้ทุกอย่างแล้ว เพียงแต่เขาเขียนคำสั่งไว้ ท่านก็อย่าทำความผิด แล้วผิดเรื่องอะไร บิดเบือนไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริง เป็นสื่อเลือกข้าง ก็แค่นี้ไม่รู้หรอว่าความหมายมันคืออะไร ก็ถ้าไม่ทำแล้ว ผมจะไปคุมเขาทำไม ผมก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ผมก็มีจิตใจเหมือนกัน และก็มีทั้งอดทน อดทนอย่างที่สุดมาแล้ว บางอย่างก็ต้องขอร้อง บางอย่างก็บังคับด้วยกฎหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พิธีกรถามถึงเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรังมานาน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนต้องเอาตัวตนหลุดออกมาก่อน ไม่ว่าจะทหาร หรือข้าราชการ ต้องดึงตัวเองออกมาว่า เรายังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในวันนี้ ที่ผ่านมามันขัดแย้งกันอยู่แล้ว เราก็เป็นเครื่องมืออยู่ตรงกลาง ซึ่งมันก็ทั้งสั่งผิดสั่งถูกกันมา วันนี้เราต้องหยุดตรงนั้นไว้แล้วมันนี้มาถอยตัวเองออกมามองว่า แต่ละฝ่ายแต่ละข้างเขาทำอะไรกัน อันไหนถูกอันไหนผิด ก็ทำหน้าที่ของตัวเองตามความรับผิดชอบ ตามความเข้าใจของตัวเองตามกฎหมายที่มีอยู่ วันนี้หลายอย่างทำไม่ได้ เพราะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ประชาชนก็ไม่ไว้ใจรัฐ ไม่ไว้ใจข้าราชการ บ้างคนยังไม่ไว้ใจตนเลย ก็ไม่รู้จะพูดยังไง

“ผมไม่ได้ใช้มาตรา 44 ไปกำจัดผู้ที่ขัดแย้ง เพราะไม่ได้ไปขัดแย้งกับใคร เขาขัดแย้งกฎหมาย มันต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้ทำ ปล่อยปะละเลยกัน นำไปสู่การทุจริตผิดกฎหมาย นำไปสู่การเอื้อประโยชน์ การคอร์รัปชั่น ดึงคดีโน้นคดีนี้ เสียเบี้ยบ้ายรายทาง ผมไม่มองใครเป็นศัตรู กฎหมายเป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น มันก็มีกลไลทางกฎหมายทั้งนั้น ถ้ามันเดินไปมากๆขัดแย้งกันทำยังไง ก็ตีกันอีก แล้วผมจะทำไงได้ก็ไม่มีประโยชน์เข้ามา 2-3 ปี จบหมด กลับไปที่เดิม

ส่วนข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯกล่าวว่า ปีนี้ผู้ใช้แรงงานยื่นมา 15 ข้อ ปีที่แล้วก็ 15 ข้อ คล้ายๆกัน หลายอันก็เรื่องเกี่ยวกับประกันสังคม ซึ่งหลายอย่างเราก็ทำไปแล้ว อันไหนที่ยังทำไม่สำเร็จก็ทำให้สำเร็จ มีอยู่อันเดียวเท่านั้นแหละ ก็คือค่าแรง แต่ถ้าสมมุติเราขึ้นค่าแรงมากๆ การลงทุนก็จะลดลงในช่วงนี้ เพราะว่าการแข่งขันเรื่องต้นทุนการผลิต วันนี้ถ้าค่าแรงเราสูง เทคโนโลยีเรายังไม่ทันสมัย คนของเราก็ยังไม่พร้อม การศึกษายังผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการ และแรงงานเหล่านี้ก็จะมาจากแรงงานต่างประเทศ แรงงานเพื่อนบ้าน คนไทยเราจะไม่มีงานทำ อยากจะให้รับทราบว่ารัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลายอย่างก็ให้คณะกรรมการคุยกันอยู่แล้วว่า ทำยังไงควรจะทำแค่ไหน ขอให้ฟังเหตุผลกันบ้าง

“ผมก็เข้าใจที่เขาบอกว่าอดทนมาเยอะแล้ว วันนี้เขาไปมองเรื่องของค่าครองชีพมันสูงขึ้น ก็ลองไปมองดูตัวเองว่าใช้จ่ายกันยังไงบ้าง วันละ 300 ดูซิจะประหยัดลงอีกได้ไหม อะไรที่เขามาบอกว่าต้องเท่าเทียม เป็นธรรม ผมพยายามช่วยเขาอยู่ หลายอย่างผมก็สนับสนุนให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนในเรื่องของการก่อสร้างอะไรต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการจ้างแรงงานทั้งสิ้น.

ข่าวอื่นๆ