ระวังให้ดี

วันที่ 05 ส.ค. 2553 เวลา 03:11 น.
ปัญหาไทยเขมร เกี่ยวกับปมปราสาทพระวิหาร คงแก้ไขไม่ได้ด้วยกระสุนปืน หรือชีวิตทหาร

การเจรจาและสันติเท่านั้น เป็นทางออกที่ดีสุดเพราะไทยเขมร ยังคงต้องมีพรมแดนติดกัน จะยกหนีไปไหนก็คงไม่ได้

เหตุผลและความรักชาติทั้งสองฝ่าย จะต้องคงอยู่ แต่การรักชาติคงไม่ใช่การสร้างกระแสเพื่อเกิดสงคราม

ท่าทีที่อาจเป็นทางออก เกิดขึ้นเมื่อหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชารายงานว่า เจ้าสีโสวัฒน์ โทมิโก ที่ปรึกษาในสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา ส่งจดหมายถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี เมื่อ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา

เนื้อหาจดหมายระบุว่าทั้งสองประเทศจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการยุติความขัดแย้งเรื่องดินแดนพิพาทไว้ชั่วคราวเพื่อให้เกิดบรรยากาศความสมานฉันท์ในภูมิภาค และอยากให้ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ของทั้งสองประเทศ

ขณะที่ท่าทีของอภิสิทธิ์ก็คือ เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพียงแต่ยังไม่เห็นจดหมายที่แน่ชัด

อภิสิทธิ์ยืนยันว่าคุณค่าของปราสาทพระวิหาร ความสันติภาพ ความปรองดอง เป็นสิ่งถูกต้อง แต่การที่นำมาสร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในปัญหาเขตแดน ไม่มีทางที่ฝ่ายใดจะยอม

นี่แหละ หนทางที่อาจจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะหากทั้งฝ่ายไทยและเขมร ต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้นมาจริง

และประเด็นสำคัญสุดก็คือ ทุกฝ่ายต้องหยุดเงื่อนปมที่จะเกิดความร้าวฉานลง ต้องยอมรับความจริง

เริ่มจากความจริงในอดีตที่แก้ไขไม่ได้แล้ว นั่นคือการที่ศาลโลกตัดสินตัวปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร เมื่อปี พ.ศ. 2505

ขอย้ำ ที่เราต้องยอมรับก็คือตัดสินคือตัวปราสาทเป็นของเขมรท่านนั้น แต่ส่วนอื่นๆ ที่เหลือในประเด็นดินแดน หรือผืนดินใต้ปราสาท ศาลโลกไม่ได้ชี้ขาด

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับการที่คณะกรรมการมรดกโลก อนุมัติให้เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวไปแล้ว เนื่องจากความทรยศของไทยบางพวก
แต่สิ่งที่ต้องเจรจาก็คือการบริหารจัดการรอบๆ ปราสาทพระวิหาร เพราะพื้นที่สำคัญๆ อยู่ในฝั่งไทย เขมรไม่มีทางบริหารจัดการได้อย่างสมบูรณ์ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากไทย
และที่ต้องย้ำอีกครั้งคือปราสาทพระวิหาร อย่านำปัญหาพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั้งหมด ไม่ว่าฝ่ายใดไทยเขมรหรือกลุ่มต่างๆ ต้องหยุด ตั้งสติ

โปรดอย่านำปราสาทพระวิหารไปขยายผลจนเกินเหตุอีกเลย