สนช.ติดใจตั้งขรก.นั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจหวั่นประโยชน์ทับซ้อน

วันที่ 04 มี.ค. 2559 เวลา 13:51 น.
สนช.ติดใจตั้งขรก.นั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจหวั่นประโยชน์ทับซ้อน
ที่ประชุม สนช.ติดใจตั้งข้าราชการนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจหวั่นประโยชน์ทับซ้อน “วิสุทธิ์”ยันมีกม.ควบคุมไร้กังวล

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่  1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณากระทู้ถามของนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. เรื่อง ปัญหาข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจได้รับผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทเอกชน ที่ ถามนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

นายวัลลภ กล่าวว่า การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆในองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งใดแห่งหนึ่ง และมักเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวพันกับการได้ผลประโยชน์จากองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่ข้าราชการระดับสูงผู้นั้นดำรงตำแหน่งอยู่ เช่น คณะกรรมการปิโตรเลียม คณะกรรมาการบริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือบอร์ด ปตท.

คณะกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น ซึ่งมักเป็นที่วิจารณ์ว่าข้าราชการเหล่านี้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ที่ไปเป็นคณะกรรมการด้านการเงินหรือด้านพลังงานบางราย และยังเป็นกรรมการของบริษัทเอกชนที่ดำเนินกิจการด้านพลังงาน จึงมีความสงสัยว่า กำไรจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเบี้ยประจำเดือน เบี้ยประชุมและโบนัสของกรรมการทั้งนี้ ซึ่งถือเป็นรับประโยชน์หรือผลตอบแทนจากบริษัทเอกชน เป็นการขัดกับหลักธรรมาภิบาล จึงขอถามว่า ข้าราชการระดับสูงนี้ ที่ไปดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในองค์กรหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารบริษัทเอกชน มีมากน้อยเพียงใด เกิดปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และรัฐบาลมีแนวทางหรือนโยบายที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอย่างไร

นายวิสุทธิ์ ชี้แจงว่า การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการต่างๆในองค์การหรือรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามพ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่5) พ.ศ. 2550 ซึ่งยอมรับมีช่องว่างหรือช่องโหว่ แต่ไม่ได้ผิดกฎหมายเพราะได้เปิดช่องว่างไว้ เช่น คนที่จะเป็นกรรมการในบริษัทลูกหรือบริษัทคู่สัญญาของรัฐวิสาหกิจนั้น

ทั้งนี้ คนที่ไปนั่งต้องได้รับมอบหมายคณะกรรมการจากบริษัทแม่ ในเรื่องที่ข้าราชการระดับสูงไปทำหน้าที่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทลูกนั้น มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฏีกาเมื่อปี  2539 ระบุว่า รัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรของรัฐต้องมีระบบควบคุมเพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้นดำเนินการสนองประโยชน์และนโยบายของรัฐ การตั้งคนไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นวิธีการควบคุมอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกรรมการตามกฏหมายหรือการแต่งตั้งจึงมี 2 บทบาทคือเป็นกรรมการบริหารและเป็นการปฏิบัติงานควบคุมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นการควบคุมกำกับด้วย

อย่างไรก็ดี รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญในการกำกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีทรัพย์สินใกล้เคียงกับจีดีพีของประเทศ โดยได้ก็เข้ามากำกับและดูแล เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เห็นว่ามากเกินไปก็ได้มีการปรับลดให้เข้ากับภารกิจของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ และยังเข้าไปดูเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้มีการยกร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจหรือโฮลดิ้งเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งร่างดังกล่าวจะมีการแยกแยะหน้าที่ นโยบาย การบริหารงาน ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ทับซ้อนชัดเจน มีกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่มีนักการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการ แต่ในร่างนี้มีกรรมการสรรหาเพื่อให้ได้กรรมการที่เหมาะสมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต