ดีเอสไอนัด"โอ๊ค-กาญจนาภา"แจงคดีกรุงไทย4มีค.

วันที่ 25 ก.พ. 2559 เวลา 12:43 น.
ดีเอสไอนัด"โอ๊ค-กาญจนาภา"แจงคดีกรุงไทย4มีค.
ดีเอสไอเผย“มารดาเลขาฯคุณหญิงพจมาน”รับอดีตผู้บริหารกลุ่มกฤษฎาโอนเงินเข้าบัญชีจริงหอบเอกสารซื้อ-ขายหุ้นชี้แจงพนักงานสอบสวน นัดสอบปากคำ "โอ๊ค-กาญจนาภา"4มีค.นี้ ขณะอัยการยันกลุ่มรับเงินยังไม่ใช่ผู้ต้องหา

วันที่ 25 ก.พ. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ  นางเกศินี  จิปิภพ มารดานางกาญจนาภา  หงส์เหิน  เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน  ณ ป้อมเพชร พร้อมด้วยนายวันชัย  หงส์เหิน  สามีนางกาญจนาเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำคดีฟอกเงินที่สืบเนื่องจากคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร กรณีมีแคชเชียร์เช็คมูลค่า 26 ล้านบาท  สั่งจ่ายเข้าบัญชีของนางเกศินี เพื่อซื้อหุ้นผู้มีอุปการะคุณบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยหุ้นดังกล่าวมีการกระจายให้กับพนักงานบริษัท ฮาวคัม  จำกัด  และบริษัท มาสเตอร์โฟน   จำกัด  ซึ่งมีนายพานทองแท้  ชินวัตร  บุตรชายนายทักษิณ  ชินวัตร  เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น โดยใช้เวลาให้ปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง

พ.ต.ท.สมบูรณ์  สาระสิทธิ์  รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวภายหลังการเข้าให้ปากคำว่าบุคคลทั้ง 2เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในฐานะพยานเพื่อชี้แจงกรณีที่พบว่ามีเงินจากนายวิชัย  กฤษดาธานนท์อดีตผู้บริหารกฤษดามหานครโอนเข้าบัญชีของนางเกศินีซึ่งนางเกศินีให้การยอมรับว่าเป็นความจริงและได้นำหลักฐานเอกสารการซื้อขายหุ้นบางส่วนมาประกอบการชี้แจงแต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดได้เพราะจะกระทบกับรูปคดีหลังจากให้การแล้วหากยังมีประเด็นใดที่มีข้อสงสัยก็จะเรียกสอบเพิ่มเติมโดยในวันที่ 4 มี.ค.นี้  ดีเอสไอนัดสอบปากคำพยานอีก 2 ปากคือนายพานทองแท้  ชินวัตร  และนางกาญจนาภา  หงส์เหินซึ่งในส่วนของนายพานทองแท้มีหลักฐานชัดเจนว่าได้รับเช็คเป็นเงิน 10 ล้านบาทโอนเข้าบัญชี

พ.ต.ท.สมบูรณ์  กล่าวว่าคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 200 ปาก หรือคิดเป็น 70%ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทซึ่งมีชื่อรับเช็คจากนายวิชัย และนายรัชฎา กฤาดาธานนท์  บุตรชายนายวิชัย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ยังเหลือสอบปากคำพยานอีกประมาณ 30 % รวมทั้งเข้าไปสอบปากคำจำเลยคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำขณะนี้ด้วย และคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีได้แล้วเสร็จในเดือนเม.ย.

ด้านนายวัชรินทร์  ภานุรัตน์  อัยการผู้เชี่ยวชาญ  สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด  ในฐานะอัยการหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน  กล่าวว่า ขณะนี้บุคคลทั้งสองยังไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา  และยังไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีเป็นเพียงพยานเท่านั้น  ซึ่งการเรียกสอบปากคำก็เป็นไปในฐานะพยานแต่หากผลสอบภายหลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก็ต้องมีการแจ้งข้อหาตามขั้นตอนต่อไป แนวทางการสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) 2552ที่ให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและผู้บริหารเครือกฤษดามหานครในข้อหาฟอกเงิน ดังนั้น แนวทางสอบสวนก็ต้องเป็นไปตามที่วางไว้ ซึ่งคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหาในคดีเดิมอยู่แล้ว

"ส่วนตัวไม่มีอะไรกดดัน และไม่รู้สึกหนักใจแต่หนักใจกับสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอคลาดเคลื่อนว่าคดีดังกล่าวมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเพราะคดีดังกล่าวหากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่ขณะนี้ย้ำว่าเป็นการเรียกสอบในฐานะพยานเท่านั้น"นายวัชรินทร์ กล่าว