สิ่งที่คงเดิม

วันที่ 30 ก.ค. 2553 เวลา 05:35 น.
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยเขมร ร้าวฉานมากยิ่งขึ้น เมื่อเกิดปมการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ที่ไทยคัดค้านการตั้งคณะกรรมการร่วมบริหารพื้นที่รอบๆ

สาเหตุเพราะแนวโน้มคณะกรรมการมรดกโลก จะตั้งคณะกรรมการร่วมจากชาติที่เข้าข้างเขมรเและผลเสียจะเกิดกับไทย เนื่องจากพื้นที่พัฒนารอบๆ อยู่ในไทยเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผลประโยชน์ของประเทศต้องมาก่อน

แต่การก้าวเดินของเขมรเป็นสิ่งที่ต้องจับตาเช่นกัน เพราะเกมปราสาทพระวิหาร เขมรเป็นฝ่ายรุกตลอด

การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในขณะนี้ จัดที่บราซิล ตัวแทนของเขมร คือ สกอัน รองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ก่อนการเดินทางของ สกอัน เขมรก็เริ่มโหมโรงด้วยการนำคณะทูตขึ้นไปชมปราสาทพระวิหารเงียบๆ ภายใต้เหตุผลเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

คณะทูตานุทูตมีทั้งหมด 20 คน อาทิ จากอังกฤษ ออสเตรเลีย คิวบา ฟิลิปปินส์ ลาว เวียดนาม และพม่า

เขมรยังพาคณะทูตเยี่ยมชมตลาดเชิงเขาพระวิหารทางฝั่งไทย ที่เขมรกล่าวหาว่า ถูกทหารไทยยิงทำลายเสียหายยับเยิน ระหว่างการปะทะเมื่อปีที่แล้ว

พล.อ.เจียดารา รองผู้บัญชาการกองทัพกัมพูชา ยังได้แจ้งกับบรรดานักการทูตของนานาชาติในกรุงพนมเปญ ว่า ไทยมีพฤติกรรมใช้พระสงฆ์และชาวบ้านเป็นเครื่องมือรุกล้ำพรมแดนบริเวณพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร

บรรดานักการเมืองของเขมรยังดาหน้าออกมาพูดในเรื่องนี้ โดย ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศเขมร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การคัดค้านแผนอนุรักษ์และบริหารปราสาทพระวิหารของทางการไทยล้าสมัย

และการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลกได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่ว่าคนไทยและประเทศไทยจะทำอย่างไร และพยายามมากเพียงใดก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลง

นี่แหละ หากไปเปิดประวัติศาสตร์คงไม่แปลกใจทำไมเขมรเป็นเช่นนี้ เพราะเขมรคอยแว้งกัดเราตลอด

วันเวลาเปลี่ยน แต่สันดานเขมรไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ