คำพระ

วันที่ 23 ก.ค. 2553 เวลา 05:56 น.
ใกล้วันพระใหญ่นั่นก็คือวันอาสาฬหบูชา เข้าไปทุกขณะ วันนี้ก็ขอพูดแบบปิยวาจา คือพูดดีๆ ไม่ว่าใครสักวัน

โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

วันพระ ก็ต้องคิดถึงคำพระ โดยเฉพาะคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีมากมาย แต่ที่น่าคิดก็คือปัจฉิมโอวาท หรือคำสอนครั้งสุดท้ายก่อนดับขันธปรินิพพาน นั่นคือการไม่ประมาท ที่ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ความไม่ประมาท เป็นธรรมที่นำสู่ความพ้นโลกโลกุตรธรรม หรือนำมาใช้สำหรับคนอยู่ในโลก เป็นโลกียธรรมก็ย่อมได้

เหมือนเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ เป็นข่าวดีที่น่ายิ้มแย้ม แต่ทว่าท่ามกลางความเฟื่องฟู ก็แฝงเร้นไปด้วยต้นกำเนิดของการตกต่ำ เหมือนตัวกับเงาที่คู่กัน

หากประมาท ความตกต่ำก็จะเติบใหญ่กลับมาทันทีทันใด

ผมเพิ่งไปสัมภาษณ์คุณธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาหมาดๆ และจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ในวันจันทร์ที่ 26 ก.ค.นี้ ระหว่างการสัมภาษณ์ก็มีการพูดคุยถึงภาวะความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ ซึ่งคุณธาริษาบอกว่า อย่าประมาท

เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวก็ย่อมเกิดการกู้ยืมกันมากขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ และถ้าไม่ระวัง หลงระเริงกับภาวะเศรษฐกิจ สุดท้ายการปล่อยกู้จะสร้างอันตราย เนื่องจากหละหลวม ไม่รัดกุม
นี่แหละ ท่ามกลางความรุ่งเรืองก็มีเงาของความเสี่ยงคู่กัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อปีก่อน เหตุที่บ้านเมืองเราผ่านพ้นปัญหามาได้ คุณธาริษาบอกว่า ก็เนื่องจากความไม่ประมาท พอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีหนี้สินต่อทุนต่ำ

ทั้งหมดไม่เหมือนเมื่อปี 2540 ที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอันมาจากการบริโภคเกินตัว ความไม่พอเพียงมีหนี้สินมากเกิน

เศรษฐกิจ ธรรมะ จึงไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลกันแม้แต่น้อย

ขอให้สุขสวัสดิ์ และบริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด