คสช.เตือน'พิชัย-เก่ง'หากพูดอีกอาจฟ้องร้อง

  • วันที่ 15 ก.ย. 2558 เวลา 12:59 น.

คสช.เตือน'พิชัย-เก่ง'หากพูดอีกอาจฟ้องร้อง

โฆษกคสช. ระบุ พร้อมเรียกทุกคนปรับทัศนคติ หากใครฝืนคำสั่ง แจง เรียก "ประวิตร”ไปคุย แค่ทำความเข้าใจ  ขู่ เก่ง-พิชัย หากพูดอีก อาจฟ้องร้อง เผย เจ้าหน้าที่เป็นห่วง "ณัฐวุฒิ" แสดงออกบ่อย

เวลา 11.00 น. วันที่ 15 ก.ย. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วย พ.อ.ญ. ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง คสช. คณะรัฐมนตรี(ครม.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึง กรณีการเชิญตัวบุคคลไปปรับทัศนคติ ว่า เรื่องหลักมาจากการเชิญตัวผู้ที่ให้ข้อมูลและแสดงออกที่ขัดกับที่เคยขอความร่วมมือไว้ ซึ่งหลายท่านเคยพบเจ้าหน้าที่ค่อนข้างบ่อย ซึ่งลักษณะของข้อมูลที่ท่านเหล่านั้นกล่าว ถึงจะเป็นในลักษณะพาดพิงทั้งบุคคลและองค์กร ทั้งที่หลายๆเรื่องยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

“การชี้แจงในลักษณะดังกล่าว ในอดีตที่ผ่านมาทำให้เกิดความสับสน นำไปสู่ความไม่เรียบร้อย มีผลต่อความขัดแย้ง ความไม่เชื่อมั่นในองค์กร และทำให้ความเข้าใจต่อองค์กรนั้นๆคลาดเคลื่อนไป” พ.อ.วินธัย ระบุ

ส่วนกรณีนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารเรียกไปรายงานตัวเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้เพราะไม่ทราบรายละเอียด ไม่เหมือนกรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่มีเรื่องการพาดพิงองค์กรโดยเฉพาะการที่เอามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้วมาเชื่อมโยงกับคสช.ซึ่งไม่ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรในการตัดสินใจซึ่งเรื่องนี้มีโอกาสถูกฟ้องร้องสูง ทั้งนี้นายพิชัยได้นำเสนอผ่านสื่อว่ามีการเชื่อมโยงกันทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้นหากนายพิชัยเสนอข่าวอะไรไปแล้วไม่มีข้อมูลเพียงพอพิสูจน์อะไรไม่ได้ก็ถือเป็นเรื่องอันตรายดังนั้นต้องระมัดระวัง อย่างไรก็ตามกรณีของนายการุณ โหสกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครตนไม่มั่นใจว่าจะมีกรณีอื่นๆ ร้องเรียกเพิ่มขึ้นหรือไม่ นอกเหนือจากพฤติกรรมส่วนตัวหรือการให้ข้อมูลในลักษณะให้ร้ายบุคคลทั้งในทางตรงหรือทางอ้อม รวมถึงต่อประเทศ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่มีหลักฐานทั้งหมด อย่างไรก็ตามหากนายพิชัยหรือนายการุณยังทำผิดอีกครั้งก็มีโอกาสฟ้องร้องสูง เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเรียกตัวนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยมาปรับทัศนคตินั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ว่าจะพิจารณาอย่างไร แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีไปพบถึงบ้านไม่ได้มีการควบคุม อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากมีการโหวตไม่รับประชามติทหารเรียกนักการเมืองมาปรับทัศนคติบ่อยขึ้นนั้นความจริงคสช.ทำมาอย่างต่อเนื่อง หลายคนที่ถูกเรียกมาปรับทัศนคติต่างถูกเตือนมาแล้วหลายครั้ง เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช.โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่ามีรถทหารมาจอดสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านพักเป็นเวลา 4 วันแล้วนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า แล้วแต่ว่าเราจะมองจากมุมไหน ทหารไปจริงหรือไม่ ความจริงแล้วการไปสังเกตการณ์ของทหารจะเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยตามปกติในทุกพื้นที่ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องทำพื้นที่ใดบ้านใคร ที่ผ่านมาจากการสังเกตก็ไม่มีใครมีปัญหากับทางเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติลักษณะนี้ “นายณัฐวุฒิเป็นบุคคลที่แสดงออกทางสังคมอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็อาจเป็นห่วงอยากให้ได้รับความปลอดภัยทุกคนอยู่แล้วไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร หากไม่ได้เข้าข่ายสร้างความแตกแยกก็ไม่มีปัญหา แล้วยิ่งอาจไปในทางสร้างสรรค์ยิ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี” พ.อ.วินธัย กล่าว

ด้านพ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวชี้แจงเพิ่มว่า การเชิญบุคคลต่างๆไปปรับทัศนคตินั้น คสช.พิจารณาจากเรื่อง พฤติกรรม เรื่องที่ทำความเข้าใจกันไว้แล้วและเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงซึ่งสร้างความเสียหายให้กับองค์กรและบุคคลต่างๆ โดยพิจารณากับทุกคน ไม่ได้จำกัดว่าเป็นสาขาอาชีพใด “ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่พยายามออกมาเรียกร้อง ในส่วนของคสช.เคยเรียนแล้วว่า ไม่ว่าเป็น คำสั่ง ประกาศหรือแนวทางที่ออกมา คือกฎหมาย ใครที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศอื่นก็ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ว่าบุคคลใดที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการใช้แนวทางเข้าไปดำเนินการต่อบุคคลนั้นๆ ไม่ได้มีเรื่องสิทธิมาเกี่ยวข้อง ซึ่งอยากทำความเข้าใจว่า คสช.เองไม่ได้ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายเท่านั้น” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

 

 

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ