อาจารย์-เพื่อนขอเข้าเยี่ยม13นักศึกษา

วันที่ 29 มิ.ย. 2558 เวลา 11:33 น.
อาจารย์-เพื่อนขอเข้าเยี่ยม13นักศึกษา
อาจารย์- เพื่อนนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ขอเข้าเยี่ยม13 นักศึกษาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.เวลา 09.30 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพ ว่า ในช่วงเช้า ที่ผ่านมามีกลุ่มญาติและเพื่อนนักศึกษา กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ กว่า 30 คน รวมตัวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อขอเข้าเยี่ยมกลุ่มนักศึกษา 13 คนที่ถูกคุมขังในเรือนจำ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในส่วนของอาจารย์และนักวิชาการที่มาขอเยี่ยมกลุ่มนักศึกษา อาทิเช่น นายปิยบุตร กนกแสงสกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ นายยุติ มุดดาวิจิตร  นางเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นางดวงมณี. เลาวกุล นายธิกานต์  ศรีนารา นอกจากนี้ยังมีนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ พ่อน้องเฌอ แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง (พลเมืองโต้กลับ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการเยี่ยมเจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งว่า การเข้าเยี่ยมในสัปดาห์แรกจะอนุโลมให้ผู้เข้าเยี่ยมทั้งหมด เข้าเยี่ยมได้ตามกฎของเรือนจำ ซึ่งตามกฎจะเยี่ยมได้เพียงวันละ 1 รอบเท่านั้น กลุ่มเพื่อนนักศึกษาจึงตกลงกันว่าจะเข้าในเวลา11.10 น. โดยใช้เวลาเยี่ยม 20 นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บริเวณโดยรอบเรือนจำ มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบ เข้ามาสังเกตุการณ์รักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งบันทึกภาพกลุ่มคนที่เดินทางมาเยี่ยมกลุ่มนักศึกษา ทั้งนี้บริเวณด้านหน้าเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำห้ามไม่ให้มีการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ที่ขัดคำสั่งคสช.เด็ดขาด

ด้านนายอายุตม์  สินธพพันธุ์  ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เปิดเผยว่า กลุ่มนักศึกษา ทั้ง13 คน ยังคงอยู่ในเรือนจำไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ  ทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบ ของเรือนจำไม่ได้ขอร้องอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้เรือนจำเตรียมแยกห้องนอนทั้ง 13 คนให้นอนร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่น เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย 

ต่อมาเวลา 11.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เปิดให้เข้าเยี่ยมนักศึกษา 13 คน ที่ถูกคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งคนในครอบครัวของนักศึกษา อาจารย์ รวมถึงภาคประชาชน เดินทางมาเข้าเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศภายในห้องเยี่ยมญาติ เลขที่ 8 และ 9 มีญาติ ครอบครัว อาจารย์ และประชาชน ได้ชูกำปั้น และพูดให้กำลังใจนักศึกษา 13 คน ว่า เราจะสู้ต่อไปด้วยกัน โดยประชาชนที่ไปเยี่ยมนั้น ได้ให้ทางครอบครัว และคนสนิทของนักศึกษาได้พูดคุยเป็นลำดับแรกๆ ทั้งนี้ ในส่วนของนักศึกษา 13 คน เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตัดผมสั้น และใส่ชุดสีน้ำตาลที่ทางเรือนจำจัดให้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของเรือนจำ อย่างไรก็ตาม นักศึกษา 13 คน ไม่มีเสียหน้าอาการเครียดหรือกังวล มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมระบุว่า ยังมีกำลังใจดีอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการพูดคุยภายในห้องเยี่ยม นักศึกษาบางรายได้ใช้กระดาษเอ 4 เขียนตอบข้อซักถาม ญาติและกลุ่มเพื่อนเนื่องจากโทรศัพท์ที่เรือนจำเตรียมไว้ไม่เพียงพอ และบางเครื่องใช้งานไม่ได้ และนายพรชัย ยวนดี 1 ในกลุ่ม 13 นักศึกษา ได้ชูป้ายกระดาษเอ 4  สำหรับ

ทั้งนี้ นักศึกษา 13 คน ที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เขียนข้อความด้วยลายมือว่า "จดหมายจาก 13 เชลย ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า นับเป็นวันที่ 3 แล้ว ที่เราถูกคุมขังภายใต้คำสั่งของหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ภายในเรือนจำแห่งนี้ แม้เราจะมีอาหารกินครบสามมื้อ แต่ทุกๆมื้อ ก็เป็นการกินที่ปราศจากเพื่อน และคนที่เรารู้จักที่เคยร่วมโต๊ะอาหาร เราไม่เห็นแววตาพวกเขา และแน่นอนว่าพวกเราคิดถึงพวกเขา แม้ว่าพวกเราจะมีที่หลับนอน มีชายคากันแดดและฝน แต่มันจะไม่เป็นเหมือนบ้าน ไม่มีรอยยิ้มของพ่อแม่ ไม่มีอ้อมกอดอบอุ่นจากคนที่เรารัก แม้ว่าเรายังมีลมหายใจ แต่ก็เป็นลมหายใจที่ไกลห่างจากหนทางของความฝัน ลมหายใจที่เรามีอยู่ในวันนี้ เป็นลมหายใจที่รอคอยการพบกับเสรีภาพในวันข้างหน้า โดยที่เราไม่รู้ เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะยังมีความฝันอยู่หรือไม่ แม้เรามีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม เมื่อนึกถึงการต่อสู้ของเพื่อน ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยหวังหลักการ 5 ข้อ คือ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การมีส่วนร่วม และสันติวิธี ทั้งนี้ เราอธิษฐานให้พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ออกคำสั่งในการจองจำเราได้ตระหนัก และเข้าใจถึงความสำคัญของหลักการดังกล่าว"

ด้านนางเรวดี ศุภโสภณ มารดาของนายรัฐพล หรือบาส ศุภโสภณ อายุ 22 ปี 1 ใน13 นักศึกษา ที่คุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ  ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเข้าเยี่ยมบุตรชาย ด้วยความเสียงสั่นเครือ และน้ำตาไหลว่า วันนี้ได้เข้าไปเยี่ยมลูกชายได้พูดคุยสอบถามในเรื่องส่วนตัว ส่วนแนวทางการก่อต่อสู้ ไม่ได้พูดคุยกัน  ตอนนี้เป็นห่วงลูกชายในเรื่องเรียน เพราะลูกชายยังเรียนไม่จบ ทั้งนี้คิดว่ากระบวนการและข้อกล่าวที่ลูกชายต้องเข้าไปอยู่เรือนจำ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม เกินกว่าเหตุ ในสิ่งที่เด็กทำถ้าผู้ใหญ่ รับฟังความคิดเห็นหรือแสดงออก นี่เป็นการแสดออกโดยสันติอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อความวุ่นวายใคร ไม่ได้ให้ประกาศให้ใครมาชุมนุม  เป็นการแสดงออกมาตามวาระทีแสดงออก ทางประชาธิปิไตย

"ลูกชายพี่ไม่ใช่กบฎอย่างแน่นอน และพี่เชื่อว่าลูกชายของพี่ก็รักชาติไม่น้อยกว่านายทหารใหญ่ และสิ่งที่กล่าวหาว่ามีกลุ่มคนชักจูงอยุ่เบื้องหลัง พี่คิดว่ามันแรงมากเรื่อง  อย่าว่าแต่ใครจะมาชักจูงเลย  พ่อ แม่ ยังชักจูงไม่ได้เลย เขามีความคิดเป็นของตัวเอง  และเมื่อถามว่าแล้วใครเป็นคนที่ชักจูงเขา พี่จะขอตอบให้ชัดๆเลย ว่าสังคมไทยยังไงละ เพราะสังคมไทย 10 ที่ผ่านมาหล่อหลอม ให้ลูกชายพี่ตั้งแต่เรียนมัธยม จนเข้าสู้มาหาวิทยาลัย สังคมทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้  สังคมไทยและผู้ใหญ่ไทยที่สร้างปัญหาที่ไว้ให้เด็ก ต้องมารับปัญหา มันไม่ใช่ความผิดของเด็ก ถ้าผู้ใหญ่จะทำความเข้าใจกับเด็กก็ทำความเข้าใจนะ  แต่ไม่ใช่จู่ๆ ก็จับยัดคุกกันอย่างเดียว"นายเรวดีกล่าว

นางเรวดี กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่เด็กได้รับมันไม่เป็นธรรมไม่เข้าใจว่ามันล้มลางการปกครองหรือสิ่งที่พวกเขาทำ มันล้มล้างได้หรือไม่ ตอนนี้รัฐบาลก็ยังทำงานได้ คสช.ก็ยังอยู่คำพูดที่เด็กเหล่านี้ ตะโกนหรือพูดว่าออกไปๆ มันก็แค่คำพูด และทุกวันนี้ คสช.ก็ไม่ได้ออกไป สิ่งที่ทำด้วยการจับเอาไปคุมขังเรือนจำ มันมาเกินไป แต่ใครคิดว่าไม่มากก็แล้วแต่คนจะคิด  

น.ส.กตัญญู หมื่นคำเรือง แนวร่วมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมเพื่อนนักศึกษาทั้ง 14 คน ที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรกลุ่มคนที่อยู่ข้างนอกจะเคลื่อนไหวอย่างไร  เพื่อนนักศึกษาทั้ง 14 คน ที่อยู่ในเรือนจำจะเชื่อใจคนที่อยู่ข้างนอกเสมอ และยังอยากให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อไป สำหรับความเป็นอยู่ทั้ง   14 คน สบายดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

น.ส.กตัญญู กล่าวอีกว่า เพื่อนนักศึกษาที่อยู่ในเรือนจำฝากบอกผ่านสื่อมวลชนว่า การถูกจับกุมครั้งนี้เสมือนเป็นการพักร้อนช่วงหนึ่ง  ส่วนการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ จะมีการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน โดยขอให้ติดตามทางเพสที่ใช้ชื่อว่า "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่  หรือ เอ็นดีเอ็ม (NDM)"

"ที่แน่ๆในวันศุกร์นี้จะมีการจัดกิจกรรมอย่างแน่นอน โดยขอให้ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวทางเพสเฟซบุ๊ค ตนในนามของเอ็นดีเอ็มขอกล่าวไว้เลยว่า ถึงเพื่อนเราทั้ง 14 คน จะอยู่ข้างใน แต่คนที่อยู่ข้างนอกก็ยังจะเคลื่อนไหวต่อไป เราจะเปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นการต่อสู้  เราจะล้มอำนาจเผด็จการ ที่ไม่ใช่แค่อำนาจเผด็จการ เราจะทำให้เผด็จการที่มีอยู่มันหายไป แล้วหลังจากนี้จะไม่เกิดเผด็จการขึ้นอีก ไม่ว่าจะรัฐประหารหรือเผด็จการอะไรก็แล้วแต่ นี่ถือเป็นการแสดงจุดยืน" น.ส.กตัญญู กล่าว

ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์นิติศาสตร์ กล่าวภายหลังการเข้าพบนักศึกษาทั้ง 13 คน ว่า ทั้งหมดยังมีกำลังใจดีอยู่ โดยนักศึกษาได้ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำดูแลและมีการปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่งหลายคนมีแนวคิดร่วมกันว่า การยึดอำนาจของ คสช. และการออกกฎหมายบังคับ หากใครไม่เชื่อฟังก็ถูกลงโทษถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 โทษฐานกบฎ ในขณะที่ผู้ยึดอำนาจมองว่า ตนเองมีอำนาจรัฐถาธิปัตย์ สามารถออกกฎหมายให้ตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นการต่อสู้ของ 2 แนวคิด โดยยืนยันว่าการต่อสู้ของนักศึกษาเป็นการต่อสู้โดยสันติ

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำลังจะจบการศึกษา เป็นนิติศาสตรบัณฑิตในอีกไม่กี่เดือนนี้นั้น ตนก็ได้พูดคุยในเรื่องของคะแนนว่า ตนได้ส่งคะแนนไปแล้ว โดยจะกำหนดรับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้ ในส่วนของการสอบในระดับปริญญาโท ถ้าผ่านข้อเขียน วันสอบสัมภาษณ์ก็จะเป็นวันที่ 18 ก.ค.นี้ ซึ่งหากมาสอบไม่ได้ ผมจะแจ้งทางคณะ เพื่อขอเว้นให้มาสัมภาษณ์ภายหลัง

ด้าน นายยุกติ กล่าวว่า การที่รัฐบาลปิดกั้นเสรีภาพที่บริสุทธิ์ใจของนักศึกษาทั้ง 14 คนนั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ อย่างไรก็ตาม การที่ตนเดินทางมาเยี่ยมนักศึกษาในวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อเยี่ยมหรือพูดคุยกับใครเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ตนรู้สึกว่าการเข้าเยี่ยมนักศึกษาทั้ง 13 คน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชายนั้น มีครอบครัว อาจารย์ รวมถึงประชาชนมาให้เยี่ยมเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนก็อยากให้นักศึกษาได้พูดคุยกับครอบครัว เพราะอาจมีเรื่องที่อยากจะคุยด้วยหลายเรื่อง 

นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ในวันนี้ไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆ เป็นเพียงการมาเยี่ยมให้กำลังใจนักศึกษา ซึ่งการเดินทางมาในวันนี้ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนกลุ่มใด แต่เป็นการมาโดยส่วนตัว เนื่องจากขณะที่ตนถูกควบคุมตัวที่ศาลทหารในข้อหา 116 นักศึกษาเหล่านี้ได้ไปเยี่ยมและให้กำลังใจตนที่ศาลทหาร อย่างไรก็ตาม ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม นักศึกษาทั้ง 14 คน ได้ยืนยันอยู่แล้วว่า ยอมติดคุก เพราะสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ติดคุกหรืออยู่ข้างนอกก็เหมือนกัน ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการต่อสู้ก็ขึ้นอยู่กับนักศึกษา อาจารย์ และทนายความ ว่าจะพูดคุยกันอย่างไร เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของการเข้าไปติดคุกหรือเข้าไปทำอะไร แต่มันเป็นเจตนารมย์ที่จะปฏิเสธอำนาจที่ไม่ชอบธรรมมากกว่า

นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นรถของทนายกลุ่มนักศึกษาที่ถูกจับกุม และนำหลักฐานไป ว่า ตามหลักการที่ตนได้เคยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงทนายที่เคยทำงานทางภาคใต้ คือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปเพื่อใช้เป็นหลักฐาน จะต้องมีการปิดผนึกอุปกรณ์ต่อหน้าเจ้าของ หรือไม่ก็ให้เจ้าของทำการคัดลอกข้อมูลไว้ เนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถเพื่มข้อมูลเข้าไปได้ แต่ขณะที่เจ้าหนาที่ตรวจค้นปรากฎว่า ได้นำอุปกรณ์ไปโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มีมากกว่านี้หรือไม่ นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ไม่ได้มีแค่นี้ แต่บางคนที่ยังไม่มาเพราะติดธุระ หรือไม่สะดวก

นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวก่อนเขาเยี่ยมว่า วันนี้ไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเป็น เพียงการมาเยี่ยมให้กำลังใจน้องๆ โดยตนไม่ได้มาในฐานะตัวแทนกลุ่มใด มาเป็นการส่วนตัวเพื่อให้กำลังใจน้องๆเนื่องจากขณะที่ตนถูกควบคุมตัวที่ศาลทหารในข้อหา116 น้องๆเหล่านี้ได้ไปเยี่ยมและให้กำลังใจที่ศาลทหาร อย่างไรก็ตาม ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม น้องๆยืนยันอยู่แล้วว่ายอมติดคุก  เพราะสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ติดคุกหรืออยู่ข้างนอกก็เหมือนกัน

นายพันธ์ศักดิ์  กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการต่อสู้ก็ขึ้นอยู่กับน้องๆ อาจารย์ และทนายความว่าจะคุยกันอย่างไร เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของการเข้าไปติดคุกหรือเข้าไปทำอะไร แต่มันเป็นเจตนารมย์ที่จะปฏิเสธอำนาจที่ไม่ชอบธรรมมากกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มีมากกว่านี้หรือไม่ นายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า น้องๆขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไม่ได้มีแค่นี้ แต่บางคนที่ยังไม่มาเพราะติดธุระ หรือไม่สะดวก

นายพันธ์ศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นรถของทนายกลุ่มนศ.ที่ถูกจับกุม ณ ขณะนี้ และนำหลักฐานไป ว่า จากการสอบถามสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทนายที่เคยทำงานภาคใต้ ทราบว่าก่อนเจ้าหน้าที่จะยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปเพื่อใช้เป็นหลักฐาน ต้องมีการปิดผนึกอุปกรณ์ ต่อหน้าเจ้าของ หรือไม่ก็ให้เจ้าของทำการคัดลอกข้อมูลไว้ เนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้สามารถเพื่มข้อมูลเข้าไปได้ แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นปรากฎว่า ได้นำอุปกรณ์ไปโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว

 

 

เรวดี ศุภโสภณ
เรวดี ศุภโสภณ

 

บทความแนะนำ