สนช.รับหลักการโยกเลขาปปง.ขึ้นตรงนายกฯ

วันที่ 03 เม.ย. 2558 เวลา 13:39 น.
สนช.รับหลักการโยกเลขาปปง.ขึ้นตรงนายกฯ
สนช. รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ปปง. โยกเลขาธิการฯขึ้นตรงต่อนายกฯ-คณะกรรมปปง.-ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดชื่อ หวั่นถูกการเมืองแทรกแซง

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ในวาระที่ 1 ซึ่งมีกลักการสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542  คือ โดยเฉพาะการกำหนดให้เลขาธิการสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการ ปปง. และคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ยังได้ยกเลิกการรายงานสรุปผลการดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทั้งนี้ สมาชิก สนช. ได้อภิปรายกันอย่างมากในประเด็นดังกล่าว อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกไม่ให้ ปปง. ต้องรายงานต่อสภาฯ เพราะจะไม่มีการถ่วงดุล นอกจากนั้นการกำหนดให้การคัดเลือกเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ปปง. และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีจะไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เลขาธิการฯ ที่พ้นจากตำแหน่ง สามารถดำรงตำแหน่งในส่วนงานข้าราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสากิจ จากกฎหมายเดิมที่ป้องกันให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพราะไม่ควรให้เลขาธิการฯ ที่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานเหล่านั้น เข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานดังกล่าว

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กล่าวว่า กฎหมายเติมบัญญัติให้เลขาธิการฯ แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ขณะที่กฎหมายที่เสนอให้ปรับแก้นี้ คณะกรรมการ ปปง. เป็นผู้เสนอชื่อเลขาธิการฯ แต่ในทางปฏิบัติหลักการไม่แตกต่างกัน เพราะคณะกรรมการ ปปง. มีนายกฯ เป็นประธาน จึงไม่สามารถตัดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งกำหนัดให้เลขาธิการฯ ขึ้นตรงต่อนายกฯ จะทำให้หน่วยงานดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล

"คณะกรรมการ ปปง. ขึ้นตรงกับนายกฯ ดังนั้น นายกฯ จะชี้ใครก็ได้ เมื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ควรต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสภาฯ วุฒิสภา และรัฐบาล จะต้องตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าได้รัฐบาลชั่ว ก็จะได้เลขาฯไม่ดีตามมา " นพ.เจตน์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ศ. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อที่ประชุม สนช. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ว่า สำนักงาน ปปง. ทั้งในอดีตและอนาคตไม่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จะเป็นหน่วยงานที่ไม่สังกัดกระทรวงใด เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ข้อดีของการแยกขอจากการกำกับของ รมว. กระทรวงยุติธรรม คือ 1. การขึ้นต่อกระทรวงยุติธรรมมีอุปสรรคในการดำเนินงานตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากขึ้นต่อหัวหน้ารัฐบาลจะดูแลรับผิดชอบได้ดีกว่า มีหลักประกันของนิติธรรมและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. สำนักงาน ปปง. ไม่สามารถทำงานลำพัง แต่เชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ จำนวนมาก เช่น ธนาคารแห่งประเทศ  อัยการสูงสุด ปปช. และหน่วยงานระดับนานาชาติ การกำกับดูแลโดยนายกฯ จะได้รับความร่วมมือมากยิ่งขึ้น และ 3. ได้รับความไว้วางใจในระดับนานาชาติ เพราะ ปปง. จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกฯ

นอกจากนั้น ศ. วิษณุ กล่าวอีกว่า การตัดข้อกำหนดให้ ปปง. ต้องรายงานต่อ ป.ป.ช. เพราะธุรกรรมบางประเทศไม่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. เช่น การพนัน แต่ยังคงกำหนดให้ ปปง. ต้องรายงานธุรกรรมเกี่ยวกับการทุจริตไปยัง ป.ป.ช. ส่วนการเปิดโอกาสให้เลขาธิการฯ ที่พ้นจากตำแหน่ง เข้ารับตำแหน่งในหน่วยงานราชการ เพราะในอดีตเลขาธิการที่พ้นตำแหน่ง แต่ยังไม่เกษียณอายุราชการจะเข้าเป็นที่ปรึกษา ปปง. ซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้ปฏิบัติ ฉะนั้นผู้เสนอร่างกฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ไปสังกัดหน่วยงานอื่น เพื่อทำให้การทำงานในสำนักงาน ปปช. สะดวกขึ้น ทั้งนี้การตัดไม่ให้สภาฯ เป็นผู้ทูลเกล้าฯ รายชื่อเลขาธิการฯ เพราะตำแหน่งเลขาธิการฯ เป็นตำแหน่งเกี่ยวกับฝ่ายบริหาร จึงไม่ควรนำมาพิจารณาในสภาฯ เมื่อตัดกระบวนการขั้นปลาย จึงเพิ่มมาตรการในกระบวนการขั้นต้น โดยให้คณะกรรมการ ปปง. ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสภาฯ ร่วมคัดเลือกรายชื่อเลขาธิการฯ เสนอต่อนายกฯ หากนายกฯ ไม่เห็นชอบก็ต้องคัดเลือกใหม่ ไม่ใช่นายกฯจะเลือกบุคคลใดแทนก็ได้ ในช่วงท้ายของการอภิปรายที่ประชุม สนช. ได้ลงมติเห็นชอบรับหลักการของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ด้วยมติเห็นชอบ 170 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ฉะนั้นที่ประชุม สนช. จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป