เตือนสื่อกรองข่าวสงสัยให้ถาม

  • วันที่ 03 ต.ค. 2557 เวลา 21:43 น.

เตือนสื่อกรองข่าวสงสัยให้ถาม

นายกฯ เตือนสื่อกรองข้อมูล เผยพวกได้ข่าวลึกจากแหล่งข่าวระดับเด็ก ไม่รอบด้าน หากสงสัยให้ถาม

เมื่อเวลา 20.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าึคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช. ) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ  ว่า  ไม่เคยปิดกั้นการนำเสนอข่าวสาร   ให้ความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นการบริโภคข้อมูลข่าวสาร ในเรื่องการติดตามข่าว สถานการณ์บ้านเมือง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์  ทั้งกระแสประชาธิปไตย แล้วก็ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการนำข้อเท็จจริงมาสู่สายตา แล้วก็ให้ประชาชนนั้นมีความเข้าใจ                   พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พวกท่านนั้นเองคือ สื่อมวลชน เพราะฉะนั้นท่านเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสังคมด้วย สังคมจะเป็นปกติได้ ท่านก็ต้องดำรงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นกลาง เสนอข่าวข้อเท็จจริง ที่มีการตรวจสอบมาพอสมควร ปราศจาก “ข้อคิดเห็น” เป็นอคติ ถ้าดีก็ว่าดี ไม่ดีท่านก็บอกมา เราก็จะแก้ไข เพราะฉะนั้นหากไปชี้นำก็เกิดความเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการเสนอลักษณะเสนอด้านเดียว เพราะว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการสื่อสารกว้างขวาง รวดเร็ว ในเรื่องของโซเชียลมีเดียเช่นกัน ก็มีปัญหามาโดยตลอด วันนี้ก็ไม่ทราบใครบ้างเขียนเข้ามา ทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายเกลียดชังกันอยู่ ยังมีอยู่ เราก็ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้กฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเราไม่อยากทำ ในส่วนของสื่อ               นายกฯ กล่าวว่า   สื่อจะต้องสื่อสารข้อมูลหลัก ๆ เข้ามาในสังคมให้ทราบในส่วนที่ดี ส่วนที่ไม่ดีก็จะแนะนำมาจะให้เราแก้ไขอะไร ส่วนที่ดีอยู่แล้วก็ให้ดีต่อไป ส่วนที่กำลังแก้ไขให้ดี ท่านก็นำเสนอมาว่า ได้ทำแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ใครจะรักษาได้ต้องหลายช่วงที่ต้องต่อกันไป เพราะฉะนั้นจะต้องมีสติ ทั้งผู้ทำ สื่อ และผู้เสพ ผู้อ่าน 2 ประการ คือ (1) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร จากหลากหลายแหล่งที่มา ต่างคนต่างไปนำมา แล้วก็ไม่ตรงกัน เสร็จแล้วก็สร้างความรู้ผิด ๆ ไปไม่ได้ และ (2) เรื่องการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ที่ให้ข่าวมา ผู้นำเสนอ จะต้องมีความเป็นกลางและตรวจสอบจนมั่นใจแล้ว ก็จึงจะเผยแพร่ข้อมูลต่อไป อาจจะต้องใช้เวลาจำกัด รวดเร็ว ต้องทันกับการเพื่อการพาณิชย์ของท่านด้วย ท่านต้องระมัดระวัง เพื่อเป็นประโยชน์และสร้างความรู้สร้าง ความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมต่อไป            “บางครั้งข้อมูลที่ท่านได้มาจากไปหาแหล่งข่าวระดับล่างมา หรือในหน่วยนั้น หน่วยนี้มา บางทีเป็นข้อมูลของระดับเด็ก ๆ ระดับผู้ปฏิบัติ บางทีเขาไม่ทราบว่า ภาพใหญ่คืออะไรที่เราทำ ทั้งภาพเป็นภาพที่ต้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นยุทธศาสตร์ บางทีเด็ก ๆ ไม่เข้าใจ เพราะถ้าไปถามเชิงปฏิบัติเขาก็จะรู้ในส่วนของเขาเอง นี้เป็นระบบการทำงานอยู่แล้ว ขอให้ตรวจสอบผู้บังคับบัญชา ผมไม่เคยปิด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็ไม่ปิด เพราะเราไม่มีการหวังผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทำไมต้องปิด เรื่องอะไร อยากรู้อะไรให้ถามมา เราก็จะมีเจ้าหน้าที่ มีคนชี้แจงที่รู้ดีพูดไป ผมเองก็จะพูดในรายละเอียดให้น้อยลง เพราะว่าในส่วนของการปฏิบัติ การขับเคลื่อนนั้น เป็นเรื่องของกระทรวง ทบวง กรม รัฐมนตรีต่าง ๆ ปลัดกระทรวง อะไรเขาทำกันต่อเนื่องกันไปหมด เพราะฉะนั้นต้องเป็นทอด ๆ ออกไป ถามให้ถูกจุดด้วย” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องของการเสริมการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐนั้น ต้องขอความร่วมมือองค์กรภาคประชาสังคม NGO สิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศด้วย ว่าเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ที่มีคนร้องเรียนเข้าไปแล้วนั้น ขอให้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง การดำเนินงานของรัฐก่อน และเราก็พร้อมจะอธิบาย พร้อมจะแก้ไขต่าง ๆ ทั้งหมด เพราะเรารู้หน้าที่ของเราดี เราจะไม่ทำอะไรให้เสียหายอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นอยู่แล้ว หลีกเลี่ยงอยู่แล้ว คราวนี้พอไม่ทำ พอปล่อยปละละเลยไปบ้าง อะไรไปบ้าง ก็แรงขึ้น ๆ แล้วเราก็ทำงานไม่ได้ ต้องเห็นใจเรา เพราะฉะนั้นขอให้มีการติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็ดูแลเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง ให้กำลังใจเขาบ้าง มีมุมมองแนวคิดที่มองในผลประโยชน์ในภาพรวม วัตถุประสงค์ที่เราต้องการ ประเทศชาติเราต้องการอะไร เพราะฉะนั้นท่านเสนอให้ครอบคลุมประเด็นในทุกมิติ การรับเรื่อง ร้องเรียนต่าง ๆ ก็ต้องฟังเหตุ ฟังผลว่า จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ พอสรุปมาก่อน แล้วก็เป็นปัญหาทุกที ก็มีคนรับได้รับไม่ได้ขึ้นมาอีก           นายกฯ กล่าวว่า     ในสังคมไทยนั้น ถือว่าเป็นโชคดี เราไม่ใช่คนที่ไม่รู้อะไรเลย ในสังคมไทยปัจจุบันมีผู้รู้เป็นจำนวนมาก ในทุกภาคส่วน ถ้าหากพวกเราดึงคนเหล่านี้ขึ้นเป็นพลังแฝงทั้งหมด ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกพวกมาใช้ จะเกิดประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศชาติ           ฉะนั้นเราจะต้องรวมกันให้ได้ สื่อมวลชนทุกช่องทาง ถือเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับภาครัฐที่ดีที่สุด ที่จะนำการรับรู้ไปสู่ประชาชนให้ได้ ที่เราเปิดช่องทางไว้แล้ว อันแรกคือ สายด่วนรัฐบาล Hot Line : 1111  หรือ www.1111 และช่องทางที่ 2 คือ ศูนย์ดํารงธรรม Hot Line : 1567 “Smile Line”โครงการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน ทุกคนคงอยากได้รอยยิ้มกันทั้งนั้น ไม่ใช่มาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่กัน โมโหกัน โกรธกันอยู่ตลอดเวลา วันนี้ต้องสร้างรอยยิ้มให้กัน

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ