สุเทพเหน็บตู่มั่วบัญชีทรัพย์สิน

วันที่ 01 มิ.ย. 2553 เวลา 22:15 น.
รองนายกฯสุเทพสวนจตุพรกลางสภาโง่จริงหรือแกล้ง เหตุหยิบบัญชีทรัพย์สินปกติที่แสดงต่อปปช.มาซักฟอกผิดปกติ แจงทุกอย่างมีหลักฐานชัดเจนพร้อมให้ตรวจสอบ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย   กล่าวหาว่านายสุเทพแสดงทรัพย์สินหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เป็นเท็จไม่ทราบว่านายจตุพร โง่จริงหรือแกล้งโง่   บวกเลขบัญชีทรัพย์สินหนี้ผิด  ทั้งนี้ บัญชีแสดงทรัพย์สินของตนที่แสดงปปช.12 ธ.ค. 2540 ก่อนรับตำแหน่ง รมว.คมนาคม เขาเขียนภาษาไทยชัดเจน แบ่งเป็นหมวดหมู่ มีช่องตารางส่วนทรัพย์สิน  เงินให้กู้ยืม  หนี้สิน เงินเบิกเกินบัญชี  ซึ่งตนมีหลักฐานชัดเจน

นายสุเทพ กล่าวว่า ยอดหนี้สินของตน 3-4 แห่ง เป็นหนี้สินของบริษัทเงินทุนศรีมิตร ไอทีเอฟ เงินทุนนครหลวงเครดิต เป็นหนี้ 65 ล้านบาท ในปี 2540 เกิดวิกฤติการเงิน สถาบันการเงินเหล่านี้มีปัญหา องค์กรเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน(ปรส.)  เอาบริษัทศรีมิตร ไออีทีเอฟ ไปประมูลขาย โดยกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลเข้าซื้อ ทำให้สถานะเจ้าหนี้เปลี่ยนไป

นายสุเทพ กล่าวว่า ทางบางกอกแคปปิตอล เรียกตนไปเจรจาให้ชำระหนี้ ในการเจรจา ตกลงกัน ลูกหนี้ไปตกลงจะใช้หนี้เท่าไหร่ ปรากฎว่า ในยอดหนี้ 2บริษัท คือบริษัทศรีมิตรและ ไอทีเอฟ   45 ล้าน กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอบให้ตนชำระ 24.5 ล้าน ต้องชำระ 31 ม.ค.2543  ตนก็ตกลงจ่ายหนี้ 24.5  และค่าธรรมเนียม 2 แสนกว่าบาท  ไปเจรจาธนาคารพาณิชย์กู้เงิน  25 ล้านไปชำระหนี้ 24.5 ล้าน  และหลักฐานชำระหนี้มีชัดเจน จ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์จ่ายตรงกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลเพื่อเอาหลักทรัพย์บริษัทศรีมิตมาค้ำประกัน ธนคารไทยพาณิชย์ ได้แนบหลักฐานเหล่านี้แสดงบัญชีทรัพย์สิน หลังพ้นตำแหน่ง รมต.คมนาคม ไม่มีอะไรซับซ้อน

ส่วนหนี้อีกยอดเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต ถูกประมูลซื้อ โดยกองทุนรวมโกลบอนด์ไทย เป็นหนี้บริษัทเงินทุนนครหลวงเคตรดิต กู้ 22 ล้าน  กองทุนรวมบอกถ้าใช้  15 ล้าน ภายใน วันที่  21 มิ.ย. 43 ก็ใช้วิธีเดิมเอากองทุนนครหลวงเครดิตไปกู้ธนาคารพาณิชย์  คนมีปัญญาดูบัญชีเข้าใจ ผมรู้สึกเห็นใจท่านพยายามด้วยภูมิปัญญามีเท่านี้ก็เข้าใจได้เท่านั้น

ส่วนที่ตั้งหลักฐานให้กู้ยืม 15 ล้านบาท ข้อเท็จจริง เป็นเงินที่ให้บริษัทสุราษฎร์โกลเด้นแลนด์ไป และเขาเอาห้องแถวมาคืน 5 ห้อง นี่คือบัญชีหนี้สิน ซึ่งไม่ทราบพิรุธที่ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนที่ดิน 53 แปลงแสดงบัญชีไว้ 85 ล้าน แล้วนายจตุพร บอกว่า พอออกจากตำแหน่ง ที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 78 แปลงแต่มูลค่าเหลือ 82 ล้าน ประเด็นนี้  ถ้าผู้แทนรุ่นเดียวกันจะเข้าใจ เพราะมูลค่าคำนวณ จะคำนวณราคาตลาด แต่มาถึงปี 2544  การคำนวณต้องให้กรมที่ดินกำหนดราคาประเมินรายแปลง ทั้ง78 และกรมที่ดินคำนวนณออกมา จึงไม่ทราบเป็นความผิดของตนตรงไหน แต่ถ้ายังสงสัยจะไปดูใหม่ก็ได้ ไม่เห็นว่าเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ.