ผบ.ทบ.ย้ำรัฐประหารเพื่อปกป้องประชาธิปไตย

วันที่ 11 มิ.ย. 2557 เวลา 18:11 น.
ผบ.ทบ.ย้ำรัฐประหารเพื่อปกป้องประชาธิปไตย
"ประยุทธ์"เผยกลางที่ประชุมทูต ระบุทำรัฐประหารหวังปกป้องประชาธิปไตย ยืนยันตั้งรัฐบาลภายใน 3 เดือน ยอมรับทำงานบนความกดดัน

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมเอกอัคราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำเมืองต่างๆในต่างประเทศทั้ง 28 ประเทศ ในกลุ่มตะวันตกว่า หัวหน้า คสช.ขอให้ข้าราชการเร่งสร้างความเข้าใจชี้แจง เพราะต้องเข้าใจทุกประเทศจะเห็นด้วยทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ต้องชี้แจงเหตุผล ครอบคลุมทุกมิติ อธิบายถึงที่มาที่ไป ปัจจุบันเป็นอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ให้ยึดการรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ ได้แก่ บริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ แต่ต้องหยุดชั่วคราว เพื่อจัดระเบียบ ไม่มีใครอยากทำ แต่ประเทศชาติต้องมาก่อนเสมอ ซึ่งถ้าทุกอย่างสมบูรณ์ตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ประเทศชาติก็จะได้อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

พ.อ.วินธัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนเรื่องของการทุจริต ที่หลายฝ่ายมีความเห็นผ่านทางโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค อยากให้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เป็นไปตามกระบวนการที่จำเป็น ที่ผ่านมาบางระบบราชการก็ไม่สามารถทำได้ รวมถึงบางหน่วยงานไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติ ก็ยังถูกตำหนิในสังคม สำหรับความพยายามให้เกิดความปรองดองระหว่างคนในชาติ แต่จะไม่ปรองดองกับคนที่ทำผิด ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามสร้างความเกลียดชัง โดยหลังจากนี้ไม่อยากให้มีการกล่าวหากันลอยๆ ผิดถูกอย่างไรขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม และพยานหลักฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการบิดเบือนข่าวสาร บางครั้งมีการดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ซึ่งกฎหมายบางมาตรายังคงต้องมีไว้เพื่อปกป้องสถาบัน

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า การประเมินผลการบริหารประเทศของ คสช.ไม่อยากให้มองเปรียบเทียบในช่วงเดือน พ.ค.ปีนี้ กับพ.ค.ปีที่ผ่านมา แต่อยากให้มองที่ผลการทำงานเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.หลังจากมีการควบคุมอำนาจการปกครอง และอยากให้มองย้อนหลังไป 6 เดือนที่ผ่านมา ในทุกมิติทั้งระบบบริหารราชการ ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน การสัญจรบนถนน การตรวจจับอาวุธสงคราม ทั้งนี้ยืนยันว่า การขับเคลื่อนจะใช้ระบบบริหารราชการปกติเป็นหลัก และคณะที่ปรึกษาจะเป็นเพียงให้ข้อแนะนำผ่านทางเอกสารเป็นหลักเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากเห็นการใช้กลไกกฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิมากขึ้น ประชาชนเชื่อมั่นกฎหมายมากขึ้น สถาบันต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง เพราะที่ผ่านมามีการหมิ่นสถาบัน เกิดข่าวลือที่ไม่ถูกต้องในต่างประเทศ สถาบันถือเป็นเสาหลักของประเทศ ไม่อยากให้ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายปกป้องสถาบัน ซึ่งคนที่รักสถาบันจะมีวิธีการต่างๆในการปกป้อง จึงอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญตรงนี้ และอยากให้ทูตไปอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจว่าทุกประเทศมีศักดิ์ศรีของตัวเอง และอยากให้เป็นมิตรกับประเทศไทย และให้กำลังใจกับไทยที่จะก้าวผ่านตรงนี้

"อยากให้ทูตไปทำความเข้าใจว่าไม่ให้ใช้ประเทศเป็นฐานความเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันอยากให้ไปสร้างความเข้าใจ เพราะรัฐประหารไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศไหน ก็มักจะเอาการเมืองนำ"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นอกจากนี้หัวหน้าคสช.ได้ยืนยันกับทูตต่างประเทศถึงกรอบเวลาที่ชัดเจนในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยันว่าจะจัดตั้งรัฐบาลภายใน3เดือน ให้นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค เป็นต้นไป โดยจะมีธรรมนูญปกครองชั่วคราว ที่จะมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นายกรัฐมนตรี และสภาปฏิรูป โดยเดือนส.ค.จะมี สนช.อย่างแน่นอน รวมถึงการกำหนดสัดส่วนตัวแทนจากภาคส่วนใดบ้าง ซึ่งจะมีจำนวนนับร้อยคน

ทั้งนี้เมื่อมีรัฐบาลเกิดขึ้น ทางคสช.ก็ยังอยู่ที่จะดูแลความสงบอยู่ โดยทำงานควบคู่กันไปกับรัฐบาล และยืนยันด้วยว่าวันนี้ที่คสช.เข้ามาเพื่อมาปลดล็อคกฎหมายที่ไม่เป็นกฎหมายที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ดังนั้นจึงอยากให้ต่างประเทศให้โอกาสประเทศไทยและให้กำลังใจในการแก้ปัญหาภายในประเทศ ขณะเดียวกันต่างประเทศได้มองประเทศไทยว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มีมา12 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่มีรถถัง ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ และไม่มีการยึดทรัพย์ ถ้าเทียบกับการทำรัฐประหารในต่างประเทศ ไทยไม่มีการใช้ความรุนแรง

หัวหน้าคสช.ยังกล่าวด้วยว่า การทำงานในวันนี้มีความกดดัน เพราะมีคนรักมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีคนต่อต้าน คนด่า ตนไม่ได้โกรธ ไม่ท้อแท้ และยังคงตั้งหน้าทำงานต่อไป เพื่อให้คนไทยมีจริยธรรมมากขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาทุจริต สร้างชาติขึ้นใหม่ด้วยสติปัญญา ให้โลกยอมรับ และวันนี้อยากจะคืนศักดิ์ศรี เกียรติยศให้กับข้าราชการไทยเป็นข้าราชการที่ดี เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยฝ่ายความมั่นคงจะทำงานร่วมกับข้าราชการในการบริหารประเทศ โดยใช้กฎหมายปกติให้มากที่สุด แม้ว่าวันนี้ยังประกาศใช้กฎอัยการศึก