หน่วยมั่นคงชี้"ฮิซบุลลอฮ์"คุกคามไทยมากสุด

  • วันที่ 29 เม.ย. 2557 เวลา 21:42 น.

หน่วยมั่นคงชี้"ฮิซบุลลอฮ์"คุกคามไทยมากสุด

วงเสวนาชี้กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ คุกคามความมั่นคงมากที่สุด เหตุมักใช้ไทยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายชาติตะวันตก แนะเพิ่มงบข่าวกรอง ฝึกซ้อมรับสถานการณ์

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนาเรื่อง "การก่อการร้ายข้ามชาติในประเทศไทย : สถานการณ์ นโยบาย และยุทธศาสตร์" โดยมีผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ก่อการร้ายสากลในไทย

น.ส.รพีพรรณ นพหิรัญ นักการข่าวชํานาญการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสถานการณ์ก่อการร้ายในเมืองไทยแล้ว กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ กลายเป็นกลุ่มที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจัดให้เป็นภัยต่อความมั่นคงระดับสูงสุด เพราะมักใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ก่อเหตุในการโจมตีผลประโยชน์ของประเทศตะวันตก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มคนในประเทศอิหร่าน เช่น การพยายามขับรถบรรทุกระเบิดซีโฟร์เพื่อถล่มสถานทูตอิสราเอลปี 2537 ซึ่งเหตุการณ์นี้คนร้ายเอาไปเฉี่ยวชนกับจักรยานยนต์เสียก่อนจึงปฏิบัติการไม่สำเร็จ โดยหน่วยงานความมั่นคงไม่ทราบความเคลื่อนไหวเลย

นอกจากนี้ยังมีเหตุวาเลนไทน์บอมส์ปี 2555 ที่ซอยสุขุมวิท 71 ซึ่งครั้งนั้นก็เป็นความพยายามขว้างระเบิดติดแม่เหล็กเพื่อสังหารนักการทูตอิสราเอล แต่มีการยกเลิกแผนปฏิบัติการแล้วเกิดระเบิดขึ้นระหว่างจัดเก็บ เหตุการณ์นี้มีคนร้ายเข้ามาเคลื่อนไหวในไทย 5 คนโดยที่หน่วยงานความมั่นคงแทบไม่รู้ ขณะที่ก่อนหน้านั้น 1 เดือนก็มีการจับกุมสมาชิกเอซบอลเลาะห์ 1 คน เมื่อค้นบ้านก็เจอปุ๋ยยูเรียที่เอาไปทำระเบิดจำนวนมากได้เป็นต้น

"ไทยถูกใช้เป็นที่ก่อเหตุของคนเหล่านี้เพราะเป็นประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดประเทศตะวันตก มีการปลอมแปลงเอกสารสูง และการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ มีเป้าหมายที่เป็นประเทศตะวันตกครบหมด ทั้งสถานทูตสหรัฐอเมริกา สถานทูตอิสราเอล มีแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวตะวันตกและอิสราเอลนิยม"น.ส.รพีพรรณ กล่าว

นายสุรชัย นิระ อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่ควรระวังคือป้องกันการเชื่อมโยงการก่อการร้ายสากลกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะหากถูกนำไปเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายสากล ประเทศสหรัฐอเมริกาอาจเห็นว่าตัวเองเสียประโยชน์และพยายามเข้ามาแทรกแซงหรือมีบทบาทมากขึ้น เป็นชนวนให้ประเทศมุสลิมอื่นๆไม่พอใจประเทศไทย

นายสุรชัย กล่าวว่า การเฝ้าระวังนั้น ต้องให้ความสัมพันธ์กับงานข่าว ต้องทุ่มเทงบประมาณกับงานข่าวให้มากๆเพราะการข่าวต้องมาก่อนยุทธการ ถ้าข่าวผิดก็วางยุทธการผิด นอกจากนี้ยังต้องฝึกซ้อมการต่อต้านการก่อการร้ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าพัฒนาการการก่อการร้ายเปลี่ยนไป จากเดิมที่ใช้วิธีการจับตัวประกันเพื่อเจรจาต่อรอง กลายมาเป็นการวางระเบิด ไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาใดๆเลย เป็นต้น สุดท้ายคือต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

ด้าน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่าเวลามีเหตุการณ์ในไทย ผู้บริหารประเทศมักบอกว่าประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมาย จริงอยู่ที่ประเทศไทยไม่ใช่คู่กรณีของผู้ก่อการร้ายสากล แต่เราเป็นพื้นที่เป้าหมายในการปฏิบัติการ ดังนั้นหากเกิดเหตุจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เกิดการชลอการลงทุนและที่สุดก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ

ขณะเดียวกัน ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการก่อการร้ายแบบ lone wolf คือการเรียนรู้อุดมการณ์แนวคิดการก่อการร้าย รวมทั้งเทคนิควิธีการก่อการจากในอินเทอร์เน็ต แล้วเข้ามาในพื้นที่เพื่อก่อการเพียงคนเดียว

ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงในประเทศซึ่งมีหน่วยงานหลายหน่วยและมีกฎหมายของตัวเอง มีการหวงข้อมูลระหว่างหน่วย จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการประสานงานและเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อมรับสถานการณ์ให้มากขึ้นกว่านี้ 

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ