ฝีมือ

วันที่ 07 พ.ค. 2553 เวลา 06:00 น.
งานเข็นครกขึ้นภูเขากำลังเริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศแผนปรองดองด้วยการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ในเดือน พ.ย. เวลาที่เหลือต่อไปนี้ ก็มีการประโคมโหมในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย และหาแนวทางสมานฉันท์

ฟังดูเผินๆ มันดีมาก แต่ในทางปฏิบัติ ต้องเว้นวรรคว่าเป็นอีกเรื่อง

เพราะเวลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน หายใจไปไม่กี่หนก็หมดแล้ว

มันจะทำอะไรได้

และยิ่งดูจากอัตราเร่งการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่อยู่มาปีกว่าๆ ก็ยังปฏิรูปประเทศไม่ถึงไหน เวลาอันสั้นจู๋ที่กำหนดไว้ มันจะไหวหรือ

คิดง่ายๆ สิ่งที่จะต้องทำมันมหาศาล และมหัศจรรย์พันลึก เนื่องจากประเด็นสำคัญสุดของประเทศนี้ หากจะปฏิรูปกันมันต้องเริ่มที่การเมือง

เพราะการเมืองเป็นรากฐานความเน่าเหม็น ถ้าไม่แก้การเมือง อย่าไปพูดถึงการแก้ปัญหาสังคม หรือสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจเลย เนื่องจากเป็นไปไม่ได้

แต่แผนการปฏิรูปการเมืองที่แพลมๆ ออกมา และทำท่าจะกลายเป็นประเด็นหลักก็คือ การตั้งหลักเสนอนิรโทษกรรมให้นักการเมือง 2 กลุ่ม คือกลุ่ม111 กับ กลุ่ม 109 ที่ถูกตัดสินคดียุบพรรค ห้ามสมัครรับเลือกตั้งไป 5 ปี

แผนการนิรโทษกรรมดังกล่าว ถูกเสนอและผลักดันอย่างเต็มที่จากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล

นี่แหละ แนวทางปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปรับโครงสร้างเมืองไทย มันไม่พ้นการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย

เห็นแล้วก็ต้องมองเป็นสัจธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะต่อสู้กันด้วยรูปแบบใด จะมีคนตายเท่าใด จะเป็นเสื้อสีไหน สุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับบรรดานักการเมืองเป็นหลัก ส่วนประชาชนไม่รู้จะอยู่อันดับที่เท่าใด

เอาละ...ถ้าให้ความเป็นธรรม แผนปรองดองนี้จะทำให้สถานการณ์ลดความตึงเครียด ลดความสูญเสียในชีวิตของคนไทยลงไปได้ไม่ว่าจะเป็นสีใด และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้

แต่ทว่าก็ต้องยอมรับกันอีก ทั้งหมดจะเป็นการหาทางลงให้อภิสิทธิ์ หาทางลงให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เกษียณจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. แบบแมนเต็มตัว มือไม่เปื้อนเลือด ขณะเดียวกันก็อาจเป็นบันไดสวรรค์ให้บิ๊กการเมืองทั้งหลายไต่ขึ้นสู่วงจรอำนาจอีกครั้ง

เป็นสมการที่แสนฉลาด ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ วิน-วิน ทั้งหมด

ยิ่งดู ยิ่งน่าชื่นชม จนอยากร้องไห้โฮจริงๆ