8 จ.ใต้เขย่าเลือกตั้ง

วันที่ 02 ม.ค. 2557 เวลา 09:47 น.
8 จ.ใต้เขย่าเลือกตั้ง
วันสุดท้ายของการรับสมัคร สส.ระบบเขต ปรากฏว่ายังคงมี 8 จังหวัดในภาคใต้ในฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเปิดรับสมัคร สส.ได้ครบเนื่องจากมวลชน กปปส.ขัดขวางการรับสมัครทุกวิถีทางนับตั้งแต่เปิดรับสมัครตลอด 5 วันที่ผ่านมา ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันไม่เลื่อนการรับสมัคร สส.ออกไปตามที่พรรคเพื่อไทยร้องขอ

ที่ จ.นครศรีธรรมราช หลังจาก กกต.จังหวัดใช้กลยุทธ์นำเฮลิคอปเตอร์พาผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองต่างๆ ไปสมัครที่ค่าย ตชด. 42 อ.ทุ่งสง เพื่อหนีมวลชนปิดล้อม จนสามารถรับสมัครได้ 7 เขต จาก 9 เขต แต่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ท้วงติงว่า การใช้วิธีรับสมัครของ กกต.จังหวัดครั้งนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะไม่แจ้งให้ทุกฝ่ายรับรู้ เนื่องจากมีการนำผู้สมัครเข้าไป ตชด.42 ตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตาม อีก 2 เขตที่เหลือ คือ เขต 3 กับเขต 8 ยังไม่สามารถเปิดรับสมัครได้ เพราะ กกต.จังหวัดเปลี่ยนมารับสมัครที่เดิม คือ พื้นที่โครงการเดอะคิ้ว ริมถนนสายนครศรีฯปากพนัง อ.เมือง ขณะที่มวลชนปิดล้อมหนาแน่น และ กปปส.นครศรีธรรมราช ได้แจ้งความให้ดำเนินคดีกับ กกต.นครศรีธรรมราช เนื่องจากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพราะมีการย้ายสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง

จ.ตรัง กกต.ประจำจังหวัดตรัง ได้เข้าเจรจากับกลุ่มมวลชน กปปส.ที่รวมตัว ปิดล้อมสนามกีฬาเทศบาลนครตรังสองสถานที่รับสมัคร แต่ไม่เป็นผล จึงตัดสินใจยุติการเปิดรับสมัคร

จ.สงขลา มีกลุ่ม กปปส.สงขลารวมตัวเข้าไปกดดันบริเวณสถานที่รับสมัครภายในสนามกีฬาติณสูลานนท์เหมือนเดิม ท่ามกลางตำรวจชุดควบคุมฝูงชนกว่า 500 นาย คอยเฝ้าดูแลความเรียบร้อย แต่ก็ทำได้เพียงสังเกตการณ์เท่านั้น ซึ่งไม่มีผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดสามารถสมัครได้

เช่นเดียวกับ จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมสถานที่รับสมัครที่โรงยิมเนเซียมสนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี และใช้โซ่คล้องล็อกกุญแจอยู่เช่นเดิม เพื่อป้องกันการเข้าทำหน้าที่ของ กกต.และกันผู้สมัครเข้าไป ส่วน จ.กระบี่ เจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนได้ขึ้นรถตู้ตำรวจภูธร จ.กระบี่ เพื่อนำผู้สมัคร สส.เข้าสมัครที่สำนักงาน กกต.กระบี่ แต่เมื่อไปถึงถูกกลุ่มมวลชน กปปส. 500 คน ปิดกั้นถนนพร้อมเป่านกหวีดไล่ไม่ให้เข้ามาในบริเวณดังกล่าว

จ.พัทลุง กกต.พัทลุง พยายามเจรจา แกนนำ กปปส.ขอเปิดสถานที่รับสมัครที่หน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง แต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่จึงเดินทางกลับไปแจ้งความเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ที่ สภ.เมืองพัทลุง เช่นเดียวกับว่าที่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทย ก็ได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.อ.เมืองพัทลุงเช่นกัน

ด้านพรรคเพื่อไทย โดยพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ยื่นข้อเรียกร้องหลังเกิดปัญหาผู้สมัคร 8 จังหวัด ในพื้นที่ภาคใต้ไม่สามารถเข้าไปสมัครรับเลือกตั้งได้ โดยเสนอว่าผู้สมัครที่แจ้งความที่สถานีตำรวจในเขตจังหวัดที่มีการเลือกตั้งถึงสาเหตุที่ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งภายในวันที่ 1 ม.ค. ให้ถือว่าผู้สมัครรายนั้นได้รับสิทธิในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 และ 236 ขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไปก่อน และขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับผู้ขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต.ประจำจังหวัด

พร้อมพงศ์ กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ทั้ง 8 จังหวัด ถือเป็นฐานเสียงของพรรคฝ่ายค้าน แต่กลับมีการขัดขวางการรับสมัคร ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้หลายจังหวัดน่าเชื่อว่า กกต.จังหวัดรู้เห็นเป็นใจกับกลุ่ม กปปส.มีการลาออกหรือละทิ้งหน้าที่ จึงขอให้ กกต.กลางดำเนินคดี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวว่า ขอฝากไปถึงสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. ว่าถ้าจัดการเลือกตั้งไม่ได้ก็ให้ลาออกไป กกต.จะต้องตรงไปตรงมา และในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หากเลือกตั้งได้ไม่ครบ 95% ยังเปิดสภาไม่ได้ และต้องดำเนินการเลือกตั้งจนกว่าจะได้ครบ โดยรัฐธรรมนูญให้เวลาในกรอบ 180 วัน ซึ่งส่วนตัวมีวิธีดำเนินการให้การเลือกตั้งในช่วงเวลาดังกล่าวสำเร็จจนได้ เพียงแค่ขอให้พรรคใช้ตนเอง มั่นใจว่าสถานการณ์ต้องดีกว่าเดิม

อีกฟากพรรคประชาธิปัตย์ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า พรรคให้รวบรวมข้อมูลการใช้อำนาจรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำผิดการเลือกตั้ง เพื่อมอบให้กับฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะการรับสมัคร สส.เขตที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ เพราะมีคำสั่งจากฝั่งรัฐบาลให้ใช้กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 เป็นที่รับสมัคร มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเข้าไปในช่วงดึก และมีการนำเฮลิคอปเตอร์ไปรับผู้สมัครบางพรรคเข้าและออกมาแบบวีไอพี ทำให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสเหนือพรรคการเมืองอื่น

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเปิดรับสมัคร สส.ทั้งบัญชีรายชื่อและระบบเขตมีปัญหา และการเดินหน้าเลือกตั้งครั้งนี้มีอุปสรรคที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย ดังนั้น กุญแจดอกแรกจึงเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องขยับก่อน เพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้พระราชกฤษฎีกาที่นายกรัฐมนตรีกับประธาน กกต. เป็นผู้รักษาการ แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข นายกฯ จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมขยับทุกอย่างก็ขยับไม่ได้ เมื่อขยับไม่ได้ก็จะนำไปสู่การเผชิญหน้ามากขึ้นระหว่างรัฐบาลและประชาชน และบรรยากาศการต่อสู้ในทางการเมืองมันก็จะเข้มข้นมากขึ้น