โพลชี้คนมองรัฐบาลแก้คอรัปชั่นยาก

วันที่ 14 ก.ค. 2556 เวลา 11:49 น.
โพลชี้คนมองรัฐบาลแก้คอรัปชั่นยาก
เอแบคโพล ระบุ คนมองรัฐบาลประกาศต้านทุจริตไม่แก้คอรัปชั่น ปฏิวัติก็แก้ไม่ได้ จี้รัฐบาลเปิดงบให้สอบ

น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ลพบุรี นครปฐม สมุทรปราการ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ยโสธร สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,442 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8 –13 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7

สอบถามกลุ่มตัวอย่าง ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.5 คิดว่าการประกาศต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 26.5 คิดว่าช่วยแก้ไขได้ ตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 65.8 คิดว่ารัฐสภาไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 34.2คิดว่าช่วยแก้ไขได้

กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 51.2 คิดว่าองค์กรอิสระไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 48.8 คิดว่าช่วยแก้ไขได้ ,ตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 57.1 คิดว่าผู้ใหญ่ชนชั้นนำในสังคมไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ ร้อยละ 42.9 คิดว่าช่วยแก้ไขได้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.5 คิดว่าการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 21.5 คิดว่าช่วยแก้ไขได้และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.3 คิดว่าการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ มีเพียงร้อยละ 19.7 เท่านั้นที่คิดว่าช่วยแก้ไขได้

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 59.0 คิดว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ ในขณะที่ร้อยละ 41.0 คิดว่าช่วยแก้ไขได้ มีเพียงประเด็นเดียวที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.8 คิดว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ คือ การประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงินกระจายไปให้ใคร องค์กรใด บริษัทใด เพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ช่วยกันตรวจสอบในรายละเอียด ในขณะที่ร้อยละ 41.2 คิดว่าวิธีนี้ไม่สามารถช่วยแก้ไขได้

ที่น่าสนใจคือ เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับการประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ ถึงสาเหตุของรัฐบาลที่ไม่ติดประกาศการใช้จ่ายงบประมาณให้คนทั้งประเทศรู้ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่คิดว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้นั้น พบว่า อันดับแรก ร้อยละ 50.8 ระบุไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรัฐบาลไม่เปิดเผย รองลงมาได้แก่ ร้อยละ 33.7 ระบุรัฐบาลกลัวถูกตรวจสอบ ร้อยละ 13.5 ระบุนักการเมืองกลัวเสียผลประโยชน์ และร้อยละ 2.0 ระบุสาเหตุอื่นๆ อาทิ ประชาชนและสาธารณชนทั่วไปอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งเพียงพอ/คนที่ต่อต้านโกงแท้จริงมีน้อยเกินไป เป็นต้น

น.ส.ปุณฑรีก์  กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในความคิดเห็นของประชาชนกำลังเข้าขั้นวิกฤต ไร้ซึ่งความเชื่อมั่น ไว้วางใจจากประชาชนต่อคำพูดและการประพฤติปฏิบัติตนของนักการเมืองและกลุ่มคนในหลากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ ดังนั้น ถึงเวลาที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองต้องเร่งสร้าง “ความไว้วางใจของสาธารณชน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ มีการชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนได้รับรู้ มีโอกาสร่วมตรวจสอบ ประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณทุกเม็ดเงินของรัฐบาล ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำว่าถูกจัดสรรไปที่ใดบ้าง เปิดอกพูดคุยกับประชาชนและสังคมด้วยความจริงใจ และลดการพูดชักจูงเสมือนการเล่นขายของ แต่ต้อง “ปฏิบัติ” ให้เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ เพราะพวกท่านคือความหวังของประชาชนตาดำๆ หลายสิบล้านคนที่อยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี นอนหลับสบายไร้ความกังวล มีผู้นำที่น่าเคารพศรัทธา ที่สามารถพูดถึงด้วยความภาคภูมิใจ