เกียรติอัดแก้รธน.ฉบับมัดมือชก

วันที่ 16 เม.ย. 2556 เวลา 09:46 น.
เกียรติอัดแก้รธน.ฉบับมัดมือชก
สส.ปชป.เกียรติ สิทธีอมร โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวอัดแก้ไขรธน.ฉบับขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย

นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊ก Kiat Sittheeamorn เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าเป็นการแก้ไขที่ขาดวิญญาณประชาธิปไตยโดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 โดยอ้างว่าเพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นนั้น เหมือนจะเป็นแค่ถ้อยคำที่สวยหรูดูดีครับ แต่ข้อเท็จจริงก็คือเนื้อหาที่รัฐบาลแก้ไขในหลายมาตรา ยังมีเครื่องหมายคำถามและกังขาว่าจะมีวาระซ่อนเร้น หมกเม็ด อะไรเอาไว้หรือไม่??

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.... ที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอ มีการแก้สาระสำคัญของมาตรา 190 ให้ผิดแผกไปจากเจตนารมย์เดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ต้องการให้การทำพันธสัญญาที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรืออธิปไตยในพื้นที่นอกอาณาเขต รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณ ต้องขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส ไม่ใช่ปกปิดข้อมูล มุบมิบ เหมือนที่ผ่านๆมา

ข้ออ้างที่ฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นมา คือมาตรา 190 ก่อให้เกิดผลเสียในทางปฏิบัติ ฝ่ายบริหาร ทำงานไม่สะดวก ต้องมีขั้นตอนยุ่งยาก ล่าช้า เพราะข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไปเจรจาความมา ไม่ว่าจะเป็น เอฟทีเอ หรือเขตการค้าเสรีต่างๆ ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

จริงๆแล้วผมคิดว่า การนำข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ มาเปิดเผย ขออนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนถือเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและถ่วงดุลที่ดีมากครับ ขณะที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างมีกฎหมายที่ออกมาในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ข้อผูกพันต่างๆต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น และทุกประเทศไม่เคยมีปัญหาร้ายแรง อย่างที่รัฐบาลนี้กล่าวอ้างมาเลยครับ

ตรงกันข้าม กระบวนการดังกล่าว กลับเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายบริหารด้วยซ้ำไป เพราะกรอบความตกลงต่างๆได้ผ่านความเห็นชอบจากผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นกระบวนการที่สร้างความชัดเจนและหนักแน่นให้การเจรจาระหว่างประเทศมีน้ำหนักมากขึ้น

หน่วนงานที่รับผิดชอบก็สามารถอธิบายต่อคู่เจรจาได้ถึงที่มา ที่ไป เหตุผลและความจำเป็นในการปรับปรุงหรือคงไว้ในเนื้อหาของข้อตกลง ว่าเกิดจากความเห็นของตัวแทนคนไทย ไม่โอนเอนหรือแก้ไขไปตามแรงกดดันของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

อีกประเด็นสำคัญคือรัฐบาลพยายามตัดเงื่อนไขการทำหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อ "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ว่าไม่ต้องเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับและมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศอย่างมหาศาล

โดยเฉพาะเรื่องของ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ที่เคยเป็นข่าวว่ารัฐบาลชุดนี้หรือบุคคลที่อยู่นอกประเทศ มีการเจรจากับผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ในการทำข้อตกลงร่วมกัน และเตรียมให้สัมปทานพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลด้านอ่าวไทย ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซและน้ำมันแก่บริษัทข้ามชาติที่กำลังจ้องตาเป็นมัน

ถ้าแก้ไขมาตรา 190 ได้เมื่อไหร่ เท่ากับว่าข้อตกลงในการให้สัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ยังมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง จะไม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยรัฐสภา เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ไร้รอยต่อจริงๆ ผลประโยชน์มหาศาลที่คนไทยควรได้รับ อาจถูกปกปิด ซ่อนเร้น ขาดความโปร่งใส แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้องทันที

ที่ผ่านมาในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในปี 2554 เราได้เห็นความสำคัญของเจตนารมย์ของมาตรา 190 และพยายามสร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปิดทางให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง เพื่อแก้ปัญหาการ "ตีความ" ว่าหนังสือสัญญาใดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามาตรา 190 บ้าง

รวมทั้งกำหนดให้มีการช่วยเหลือ เยียวยาแก่ผู้ประกอบการรายย่อย จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาและความตกลงต่างๆ เช่น การลดภาษีตามกรอบเอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ดังนั้น รัฐบาลจึง ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา หรือประชาชนในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการค้าเสรี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลชุดนี้มาบริหารประเทศ ยังไม่พบว่าพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเร่งรัดให้มีการแก้ไขสาระสำคัญของมาตรา 190 แบบข้ามขั้นตอน อย่าง ไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงแล้ว มาตรานี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายอื่นๆของรัฐบาล ก็เป็นสิ่งที่สังคมคงต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบ

อีกตัวอย่างของความไม่น่าไว้วางใจก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่เป็นการริดรอนสิทธิในการพิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 กำหนดให้ประชาชนสามารถยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยผู้กระทำความผิดมีโทษรุนแรงถึงขั้นถูกยุบพรรคการเมือง แต่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่... พ.ศ....ของรัฐบาล ให้ทำได้เฉพาะการยื่นเรื่องร้องผ่าน "อัยการสูงสุด" เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น ส่วนอัยการจะมีความเห็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่จะคาดเดา

คำถามก็คือว่า อัยการเป็นหน่วยงานรัฐ ที่กลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้าถึงได้หรือไม่และสามารถเป็นที่พึ่งทางกฎหมายให้กับประชาชน ในกรณีต่างๆ รวมทั้งการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้จริงหรือไม่ ทำไมคดีอาญา ประชาชาสามารถแต่งตั้งทนายฟ้องคดีเองได้ ถ้าตำรวจอัยการไม่สั่งฟ้อง วานผู้อ่านนำไปขบคิดต่อครับ

อีกประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตกันอย่างกว้างขวางว่า รัฐบาลกำลังจะ "ปูทาง" ไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" หรือ ส.ส.ร.ขึ้น โดยอ้างว่าส.ส.ร.ชุดใหม่นี้ จะมาจากการเลือกตั้งของคนไทยทั่วประเทศ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาในรูปแบบใดก็ได้ เช่น อาจมีการล้มองค์กรอิสระที่ตรวจสอบคดีทุจริตในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อเปิดทางไปสู่การนิรโทษกรรมคนโกงบ้านโกงเมืองก็ทำได้

โดยที่ประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดิน รักความยุติธรรม เกลียดชังการคอรัปชั่น ไม่สามารถเรียกร้องหรือมีสิทธิคัดค้านตามช่องทางกฎหมายผ่านองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญอีกต่อไป ถือเป็นการริดรอนสิทธิพื้นฐานของประชาชน โดยการใช้เสียงข้างมากในสภา "มัดมือชก" ให้ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับที่รัฐบาลแก้ไขเท่านั้น

นี่หรือคือความเป็นประชาธิปไตย นี่หรือความ "โปร่งใส" ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้น โดยผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยและอ้างประชาธิปไตยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายรัฐบาลในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงธาตุแท้ และจิตวิญญาณของความ(ไม่) เป็นประชาธิปไตยของคนเหล่านี้