ยธ.ยันใช้ไฮเทคคุมนักโทษไม่เกี่ยวคดีการเมือง

วันที่ 26 มี.ค. 2556 เวลา 15:32 น.
ยธ.ยันใช้ไฮเทคคุมนักโทษไม่เกี่ยวคดีการเมือง
รมว.ยุติธรรมยันกฎกระทรวงใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คุมนักโทษนอกเรือนจำไม่เกี่ยวนักโทษการเมือง ย้ำยังไม่ได้รับโทษ 1ใน 3 ไม่เข้าเงื่อนไข

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม แถลงว่ามีการใช้มาตรการควบคุมนักโทษแทนการคุมขังในเรือนจำ ถือเป็นวิวัฒนาการซึ่งหลายประเทศทั้งอังกฤษ แคนาดา นำมาใช้ ส่วนในเอเชียมีสิงคโปร์  เกาหลีใต้ได้นำเครื่องมือที่เรียกว่า อีเอ็ม หรือ”Electronic Monitoring “แทนการคุมขังในเรือนจำ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนนักโทษที่ถูกจำคุกประมาณ 2.6 แสนคน จากเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง ขณะที่มีความสามารถในการรองรับนักโทษได้เพียง 1.9 คน จึงต้องมีแนวคิดเสริมในการระบายนักโทษออกไปคุมขังยังสถานที่ข้างนอกเพื่อลดจำนวนนักโทษในเรือนจำ และแม้ว่า กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา แต่กระทรวงฯก็จะต้องออกกฎระเบียบและวิธีการปฎิบัติให้เร็วที่สุด ขอให้ผู้ที่จะยื่นขอใช้สิทธิรอไปก่อน เพราะจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง เนื่องจากกฎกระทรวงดังกล่าวมีการเปิดกว้างไว้

"ข้อกังวลที่ระบุว่ากฎกระทรวงได้เปิดกว้างไว้ และอาจทำให้นักโทษคดียาเสพติดและคดีอุกฉกรรจ์ได้รับผลตรงนี้ไปด้วย ก็ต้องรับฟังและหารือก่อนจะมีการร่างข้อกำหนดก่อนจะมีการออกกฎระเบียบดังกล่าว  และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำเพื่อรองรับนักโทษคดีการเมือง นอกจากนี้การนำเครื่องมืออิเลคทรอนิคส์มาใช้กับนักโทษตามมาตรา 89//1 และมาตรา 89/2 เป็นคนละส่วนกับโครงการนำร่องที่กรมคุมประพฤติจะนำมาใช้กับกลุ่มเด็กแว้น สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการสั่งซื้อเครื่องมือดังกล่าวนั้น ยังไม่สามารถกำหนดได้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักโทษ"พล.ต.อ.ประชากล่าว

พล.ต.อ.ประชา ยังย้ำอีกว่า การปฎิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าวจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ต้องขัง  4 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ต้องชรา  หรือป่วยเป็นโรคเอดส์ ไตวายเรื้อรัง มะเร็ง หากจำคุกต่อไปต้องเสียชีวิต 2 กลุ่มที่ต้องออกไปดูแลลูกและภรรยาหรือพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 3.กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังและต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง และ 4.กลุ่มนักโทษทีมีเหตุทุเลาการลงโทษ เช่น ต้องคลอดบุตร หรือวิกลจริต โดยญาติจะต้องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้งส่วนศาลจะมีดุลยพินิจอย่างไร ถือเป็นอำนาจของศาล  ซึ่งการปฎิบัติจะต้องมีความชัดเจนโดยจะใช้ระบบจีเอสเอ็มในการติดตามตัว ซึ่งปัจจุบันทางกรมราชทัณฑ์มีแนวปฎิบัติให้ลดวันต้องโทษและพักการลงโทษกับนักโทษชราและนักโทษเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายอยู่แล้ว

นายชาญเชาว์  ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เงื่อนไขสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ใช้เฉพาะกับนักโทษที่กำลังติดคุก ซึ่งตามประมวลกฎหมายป.วิอาญานักโทษที่เข้าข่ายจะใช้เครื่องมืออีเลคทรอนิคส์จะต้องติดคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1ใน 3 ของโทษตามที่ศาลมีคำสั่ง ถ้าใครไม่เข้าเงื่อนไข ก็ใช้วิธีการนี้ไม่ได้