ปชป.อัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารพลังงาน

วันที่ 21 ก.พ. 2556 เวลา 14:27 น.
ปชป.อัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารพลังงาน
อลงกรณ์ อัด  รบ. ประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน สะท้อนความล้มเหลวบริหาร แฉ พลังงานทดแทนไม่คืบเพราะมีด่านสกัดใน 2 กระทรวง

นายอลงกรณ์ พลบุตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสด เรื่องปัญหาวิกฤตไฟฟ้า ต่อประเด็นการเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน ว่า การเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน​  ​พลังงาน จากปัญหาที่แหล่งก๊าซพม่าปิดซ่อม สร้างความกระทบกระเทือนต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และเมื่อปีที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ปิดซ่อมเช่นนี้ ไม่เห็นจะต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ​หรือจะเป็นการสร้างกระแสเหตุผลขึ้นค่าไฟ ขึ้นค่าแก๊สหรือเจรจาต่อรองอะไรหรือไม่

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การปิดซ่อมของบริษัท โททาล มีการแจ้งล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทำไมไม่เจรจาแต่ต้น  และการประกาศภาวะฉุกเฉินไฟฟ้าประกาศจนตกใจ​ทั้งคนไทยและทั่วโลก ​แม้รัฐบาลจะเจรจาขยับเลื่อนวันซ่อมจากวันที่  4 เม.ย. ไปเป็นวันที่ 5 เม.ย. ขยับไปอีก​ 1 วันครึ่ง ​แต่ก็เพิ่มจาก 8 วันเป็น 8 วันครึ่งแสดงให้เห็นว่า ไมมีการเตรียมความพร้อม  ทำให้คนรู้สึกว่า​ไทยบริหารจัดการด้านพลังงานล้มเหลว  ใครจะ คิดลงทุนค้าขาย แม้แต่ทัวร์ยังเลื่อนเพราะคำประกาศภาวะฉุกเฉินไฟฟ้า ซึ่งไม่เคยได้ยินว่าจะเกิดขึ้น ​อย่างไรก็ตาม  การใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากถึง 70 %  ถือเป็นความเสี่ยงในการแก้ปัญหา  ซึ่งในระยะกลางหรือระยะยาวคือการต้องลดการผลิตจากการใช้ก๊าซลงมา  แต่รมต.กำลังเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่  5,400 เมกะวัตต์กลางปีนี้ โดยกำหนดเสป็คว่าต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเท่านั้น ทั้งที่ก๊าซเป็นความเสี่ยงของประเทศ  นี่เป็นการแก้ปัญหาหรือการสร้างปัญหาให้ประเทศในอนาคต 

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า  ทิศทาง​พลังงานทดแทนอื่น ๆทั้ง แสงอาทิตย์ ลม  ​ชีวมวลทำไมรัฐบาลไม่ให้น้ำหนัก การระบุว่าต้นทุนสูงยิ่งทำมากยิ่งขาดทุน ​นั้น ในขณะที่ทั่วโลกพยายามทำให้มากๆ เพื่อให้ถูกลง​ทั้ ลาว กัมพูชา พม่า ​ ทำไมไทยไม่สนับสนุนพลังงานทางเลือกหรือจะเป็น อย่างอดีต รมว.พลังงาน บอกว่าการทำเรื่องนี้ มีสองด่านสำคัญ คือ กระทรวงพลังงาน และ  พลังงาน อุตสาหกรรม  อีกทั้ง ​ในวงการโซล่าเซลยังมีคนออกมาเร่ขายโครงการ หาก ใครต้องการตั้งโรงงานพลังงานแสดงอาทิตย์ในไทย จะต้องจ่ายเมกะวัตต์ละ 12-15 ล้านบาท  

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รมว.พลังงงาน กล่าวว่า ​ปัญาหาเกิดจากซ่อมแซมแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งยานาดา จนไม่สามารถส่งก๊าซมาเมืองไทยได้ 1,100 ล้าน ลบ.ฟุต  ต่อวัน จนกระทบต่อโรงไฟฟ้า 6 โรง ทำให้กำลังผลิต​ 6,400 เมกวัตต์หายไป  ซึ่งแหล่งยานาดาเป็นพื้นที่อ่อนจะทรุดตัว 30 ซม. ทุกปี บริษัทโททาล ซึ่งได้รับสัมปทานระบุว่าจะซ่อมจึงย้ายแท่นขุดเจาะโดยใช้เวลา 8 วัน คือวันที่ 4-12 เม.ย. แต่ต่อมาเจรจาขยับเป็นวันที่ 5 เม.ย.  เพราะการใช้ไฟ ในวันที่ 4 เม.ย. สูงถึง 26,500 เมกะวัตต์ จะเหลือไฟสำรองเพียงแค่ 500 เมกะวัต ​ต่ำกว่าจุดสูงสุดที่รับได้คือ 700 เมกะวัตต์ และถือเป็นอันตราย 

ดังนั้น  จึงได้เจรจา เลื่อนการซ่อมไป 1 สัปดาห์ คือไปช่วงเทศกาลสงกรานต์  10-12 เม.ย. ซึ่งปริมาณการใช้ไฟเหลือแค่ 1.1 หมื่นเมกะวัตต์ เท่านั้น  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ​ก็ไม่ต้องประกาศเรียกร้องให้คนประหยัดไฟ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน  แต่ ทางเทคนิคแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยง หากเลื่อนไปช่วงดังกล่าวแล้วเกิดปัญหาอาจทำให้ต้องปิดซ่อมนานนับเดือน จึงยอมให้เลื่อนไปแค่วันครึ่ง คือวันที่ 5 เม.ย. ซึ่ง ยอมรับได้ เพราะการใช้ไฟลดลงเหลือ 26,300 เมกะวัตต์ ไฟสำรองจะเหลือ 700 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงขอร้องให้ประหยัดพลังงานโดยให้รัฐบาลเป็นตัวนำและจะทำต่อเนื่องไม่ใช่ชั่วครว ซึ่งจะอันตรายแค่วันที่ 5 เม.ย. วันเดียว หลังจากเปิดทำการหลังวันหยุดยาวในช่วงวันที่9-11 เม.ย. ประเมินว่าการใช้ไฟจะอยู่ที่ 25,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีไฟสำรองเกินกว่าระดับที่ปลอดภัย   นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าเป็นสัดส่วน 70 % นั้นถือเป็นความเสี่ยง ​และตั้งแต่เป็น รมว.พลังงาน ได้พูดในที่สาธารณะมาตลอดว่าต้องใช้พลังงานชนิดอื่นแต่ต้องคำนึงถึงทำให้เชื้อเพลิงราคาถูก และคำนึงถึงอุตสาหกรรมเพื่อมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ค่าไฟที่ถูกกว่าก๊าซธรรมชาติมีไม่กี่อย่างคือ ถ่านหิน น้ำ นิวเคลียร์ ส่วนพลังงานทดแทนอื่นเช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม ราคาสูงถึง10 บาท ต่อหน่วยทั้งนั้น หากซื้อมากกระทบต่อการแข่งขันอุตสาหกรรมและภาระประชาชนอย่างไรก็ตาม   ซึ่งความเสี่ยงการใช้ก๊าซเป็นเรื่องใหญ่ต้องแก้ระยะยาว แต่ระยะสั้น ความจำเป็นต้องใช้ไฟประเทศต้องมีอยู่ การใช้ก๊าซธรรมชาติอีก 5,400 เมกะวัตต์ ​นั้น ไม่ใช่จะจ่ายไฟได้ทันที แต่ต้องรอ 7 - 10 ปี  อีกทั้งยังมีโครงการอื่นๆ  ด้วย​ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งกำลังจัดหาแหล่งที่ตั้ง แห่งแรก จ.กระบี่ แต่มีการต่อต้านการสร้าง ​ นอกจากนี้  ยังมีการเตรียมลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศ ทั้ง พม่า และ ลาว  ซึ่งถ้าสองแหล่งนี้สำเร็จ​สัดส่วนจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซก็จะลดลงต่ำก่วา 50 % ​ นอกจากนี้ ​การผลิตไฟฟ้าจากพลังงงาทดแทนนั้น มีการวางแผนผลิตไบโอแก๊ส​ใน 10 ปีข้างหน้า ​ซึ่งจะผลิตได้ถึง 1 หมื่นเมกกะวัตต์ ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง  โดยไม่จำเป็นต้องลดการใช้ก๊าซเพียงแต่เพิ่มสัดส่วนการผลิตอย่างอื่นแทน เเช่นการผลิตจาก หญ้าเนเปียร ​ที่คำนวณแล้วค่าใช้จ่ายไฟฟ้าต่อหน่วย 4.50 บาท ​โดย ปัจจุบันค่าไฟฐานอยู่ที่ 3.72 บาท ถ้ามีการปรับค่าเอฟที​ปีนี้​50 สต. สองปี ก็จะเกิน 4.50 บาท ดังนั้นจะทำให้ไฟฟ้าจากไบโอกาซถูกกว่าที่ผลิตเดิม