ศิริโชคปะทะเฉลิม"ใครโกงโรงพักขอให้หายนะ"

วันที่ 14 ก.พ. 2556 เวลา 19:00 น.
ศิริโชคปะทะเฉลิม"ใครโกงโรงพักขอให้หายนะ"
โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หมายเหตุ : การตอบโต้กันระหว่าง ศิริโชค โสภา สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากระทู้ถามสดเรื่อง การก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง และอาคารที่พักข้าราชการตำรวจ เมื่อวันที่ 14 ก.พ.

ศิริโชค : ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่ามีการฮั้วแน่นอน แต่จากเอกสารการประกวดราคาพบว่างบประมาณการก่อสร้าง6,672ล้านบาทราคากลางตั้งไว้ที่ 6,388ล้านบาท ปรากฏว่าบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัดประมูลได้ที่5848 ล้านบาทต่ำกว่าราคากลางถึง 500 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าถ้าฮั้วก็ฮั้วแบบโง่ๆเพราะต่ำกว่าราคากลาง ขณะเดียวกันร.ต.อ.เฉลิมยังบอกว่าบริษัทที่ทิ้งงานเป็นเพราะไม่เคยรับงานมาก่อน จึงได้ค้นข้อมูลพบว่าบริษัทพีซีซีฯ เคยรับเหมาก่อสร้างของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในโครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้าบาทและได้รับงานในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยแทบทั้งสิ้น เช่น 23ก.ย.2548 จ้างเหมาสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้นในโครงการระยะที่3/2   อ.สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 636 หน่วย 178 ล้านบาท และอีก1หมื่นหน่วยมูลค่า 4200 ล้านบาท

ร.ต.อ.เฉลิม : ไม่สนใจว่าบริษัทพีซีซีฯเคยสร้างงานอะไรมาก่อนแต่ให้ความสนใจเรื่องสถานีตำรวจ 396 แห่งที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการอนุมัติมากกว่า ประเด็น คือ 9 มิ.ย.2552 ได้ทำการอนุมัติครั้งแรกโดยขอให้ดำเนินการแบบกระจายรายภาค 9 ภาคเพื่อให้เกิดโอกาสแข่งขัน ขณะเดียวกัน วันที่ 13 พ.ย.2552 บริษัทพีซีซีทำเรื่องร้องทุกข์มายังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพว่าไม่ให้ดำเนินการจ้างบริษัทก่อสร้างรายเดียวเพราะอาจก่อให้เกิดการฮั้ว แต่ปัญหามาเกิดเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2552 ซึ่งนายสุเทพได้เปลี่ยนโครงการด้วยการให้ดำเนินการอนุมัติแบบรายเดียว ปัญหามันเกิดตรงนี้ไม่ใช่ไปอยู่ที่บริษัทพีซีซี บริษัทนี้ผมรู้ดีผมไปถ่ายรูปมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่บนที่ดินของพ่อตานักการเมืองที่ไม่มีหุ้นในบริษัทนี้แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาที่นายสุเทพต้องตอบสังคมเอาเองไม่ใช่มาผม

ศิริโชค : ทั้งร.ต.อ.เฉลิม และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่างท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่าพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.ไม่เกี่ยวข้อง แต่ได้ไปค้นข้อมูลพบว่าหลังจากที่มีประมูลและบริษัทพีซีซีฯชนะการประกวดราคาไปแล้วก็ได้มีการขอรับความเห็นชอบและการอนุมัติก่อสร้างไปยังนายสุเทพ ปรากฏว่าวันที่ 30 ก.ย.2553 มีหนังสือเรื่องขอรับความเห็นชอบราคาและขออนุมัติการก่อสร้างโครงการถึงผบ.ตร.ผ่านทางพล.ต.อ.พงศพัศ (บร.11) ตามหนังสือที่สำนักงานผู้ช่วยผบ.ตร.มีเลขรับหนังสือที่851วันที่ 30 ก.ย.2553 เวลา 15.00น. 

ในหนังสือดังกล่าวมีข้อพิจารณาที่ 4.1 ระบุว่า “ให้ความเห็นชอบราคาค่าก่อสร้างสถานีตำรวจจำนวน 396 หลังตามรายงานของคณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งบริษัทพีซีซีฯเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นเงิน 5848 ล้านบาทถ้วน ซึ่งไม่เกินราคากลางของราชการซึ่งกำหนดไว้ที่ 6388 ล้านบาทและไม่เกินวงเงินที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานงบประมาณ” ซึ่งพล.ต.อ.พงพัศได้ลงนามในหนังสือเรียนผบ.ตร.ว่า “พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้ความเห็นชอบตามเสนอสำนักงานส่งกำลังบำรุง (สกบ.) ข้อ 4.1 และลงนามในหนังสือนำเรียนผ่านรองนายกฯที่ได้แนบพร้อมด้วยแล้วจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

ร.ต.อ.เฉลิม : พล.ต.อ.พงศพัศเป็นเพียงประธานทีโออาร์ที่ต้องดำเนินการเป็นรายภาคอย่าเหมารวมและนายสุเทพก็อนุมัติ ซึ่งพล.ต.อ.พงศพัศเกี่ยวข้องแค่นั้นโดยไม่ได้เข้าไปยุ่งกับงานนโยบายทำแค่งานธุรการในการเสนอเท่านั้น และผมไม่ได้ออกมาปกป้องพล.ต.อ.พงศพัศและไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา การจัดซื้อจัดจ้างแบบรายเดียวเลยไม่มีการกระจายงาน จนทำไม่ทันสร้างไม่เสร็จ ใครคดใครโกงหรือไม่ผมไม่รู้แต่ผมสาปแช่งคนโกงให้หายนะ

ศิริโชค : จะมาอ้างว่าพล.ต.อ.พงศพัศลงนามไปตามขั้นตอนปกติไม่ได้ เพราะงานนี้ถือว่าเป็นงานกลั่นกรอง ข้อเท็จจริง คือ พล.ต.อ.พงศพัศเป็นคนเสนอไปว่าการประกวดราคาแบบรวมภาคชอบด้วยกฎหมาย ถ้าพล.ต.อ.พงศพัศไม่เสนอขึ้นมาว่าเห็นด้วยถามว่าพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.จะเห็นด้วยหรือไม่ และที่สำคัญเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาเป็นรัฐบาลและรู้อยู่แล้วว่าสัญญามีปัญหาทำไมไม่ยกเลิกแต่กลับไปขยายสัญญาออกไปอีก 3 ครั้ง รวมทั้งมีการแก้ไขสัญญาบางสัญญาในบางพื้นที่ด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังเอาประเด็นนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง

ร.ต.อ.เฉลิม : จะเอาเรื่องนี้มาปนกันไม่ได้เพราะปัญหาจริงๆเกิดขึ้นตั้งแต่การอนุมัติให้เป็นแบบรายเดียว ซึ่งพล.ต.อ.พงศพัศเสนอให้ทำแบบรายภาคและนายสุเทพก็เห็นด้วยแต่ตอนหลังกลับมาเปลี่ยนรูปแบบจึงเกิดปัญหา และสาเหตุที่รัฐบาลไม่เลิกสัญญาเพราะรัฐบาลไม่โง่ เนื่องจากสมัยรัฐบาลที่แล้วทำสัญญาเพื่ออำนวยให้กับบริษัท และถ้าเราเลิกสัญญาเราจะกลายเป็นจำเลยทันทีแต่ในวันที่ 14 มี.ค.ที่สัญญากำลังจะหมดลงจะสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ให้แจ้งจับบริษัทฐานฉ้อโกงทรัพย์ปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งตามประมวลกฎหมายอาญา 341 เพื่อเอาคนผิดมาเข้าคุก