ฝ่ายค้านหั่นงบกอ.รมน.20%

วันที่ 16 ส.ค. 2555 เวลา 15:41 น.
ฝ่ายค้านหั่นงบกอ.รมน.20%
ฝ่ายค้านตับงบกอ.รมน. 20%เหตุสร้างความไม่มั่นใจในการแก้ไขปัญหาใต้ ย้ำใช้ความรุนแรงคลายปมยาก จี้นายกฯลงพื้นที่ฟังทุกข์-สุข

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอปรับลดงบประมาณสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 10% กรมประชาสัมพันธ์ 10% สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค 10% สำนักเลขาธิการนายกฯ 18% สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 10% สำนักงบประมาณ 8% สภาความมั่นคงแห่งชาติ 8% กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) 20% และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 5%

ทั้งนี้ เหตุผลเพราะการบริหารที่ผ่านมา บางหน่วยงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ปีนี้การพิจารณางบต้องยอมรับว่า การชี้แจงหลายครั้งรวมทั้งการนำเสนอนโยบายเข้ามาบริหารงานของรัฐบาล หลายคนเรียกร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 “โม้ เหลว โกง กู้” ส่วนตนให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารงบประมาณของรัฐบาลในด้าน “โม้” และ "เหลว"

อย่างไรก็ตาม ที่ระบุว่า “โม้” นั้น ในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับสำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชาวไทย โดยเฉพาะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกฯและของนายกฯ ยิ่งเฉพาะด้านความมั่นคง และไปเกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งนี้ 8 ปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาของหลายรัฐบาล ยอมรับว่าใช้มาตรการและยุทธการทั้งหลาย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย

ทั้งนี้ การที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความตั้งใจ จริงใจ กับปัญหา แต่รัฐบาลชุดนี้ตนไม่มั่นใจ เพราะจากการตั้งกระทู้ถามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลทำสงครามกับใคร ซึงรองนายกฯที่มาตอบกระทู้ระบุว่าไม่ทราบ และโยนไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการสร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนในพื้น

ขณะที่สำนักวิจัยมหาวิยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบคโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า 55.7% ระบุว่าเป็นปัญหาขบวนการยาเสพติด ค้าอาวุธ การผสมโรงการก่อการร้าย 46.6% เกิดจากความไม่เป็นเอกภาพของทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและภาคประชาชน 45.3% เป็นปัญหาทุจริตคอรัปชั่น 44.9% ความล่าช้าในการเข้าถึงพื้นที่ก่อเหตุ 42.1% เจ้าหน้าที่เกียร์ว่างขัดแย้งกันเอง 36.9% เจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับขบวนการก่อการร้าย และ 23.8% ระบุว่าเป็นอื่นๆ อาทิ สภาพพื้นที่เข้าถึง กลุ่มก่อการร้ายต้องการทำลายขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชน

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดเป็นความรู้สึก ความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงตนและสส.ในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ ชัดเจนว่าแนวทางการแก้ปัญหา ต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา ทางกมธ.ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ทราบกมธ.ไม่ได้ซักถามหรือให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก

เพราะฉะนั้น เห็นได้ว่าการจัดสรรงบตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนที่ได้รับการสนับสนุนมากกว่า การจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนา และปัจจุบันรัฐบาลได้จัดสรรงบลงไป 2 หมื่นล้านบาทเศษ โดยเฉพาะงานความมั่นคง 1.2 หมื่นล้านบาทเศษ ส่วนงบลงทุนไม่เกิน 2 พันล้านบาท จึงไม่แปลกใจว่าการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้น โดยเฉพาะด้านการพัฒนาไม่คืบหน้า และไม่สร้างความหวังให้ประชาชนในพื้นที่ว่า จะมีความมั่นคง ปลอดภัย จากการจัดงบลงไป

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมุ่งเน้นไปในเรื่องสวัสดิการ ผลประโยชน์ กองกำลัง และเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกอ.รมน.ที่ปีนี้ขอไป 7.4 พันล้านบาท ขณะที่รองนายกฯเห็นด้วยกับการเพิ่มงบประมาณ กำลังพล ลงไปอีก แต่แนวทางแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคมาที่สุด คือ ใช้กำลังพลทหารมากเกินความจำเป็น วันนี้กำลังพลดังกล่าวก็ประสบปัญหาจากฝ่ายตรงข้าม จากที่มีภาพและข่าวสารปรากฏ ซึ่งกำลังส่วนใหญ่ที่นำไปใช้แก้ปัญหาไม่ใช่คนในพื้นที่ และชัดเจนคือต้องเสียงบประมาณมหาศาล

“ถ้ารวบรวมงบตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน เสียไปกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท ลำพังแค่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ แต่ที่แปลก คือ ไม่มีปักหลักกำลังถาวร ปรับเปลี่ยนหมุนเวียน 3-6 เดือน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิกำลังพล เพระลงไปแล้วต้อมีเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง และหลายอย่างที่เป็นปัจจัยและเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ต้องประหยัดดีที่สุด และให้ความสำคัญในด้านพัฒนาดีกว่า ความมั่นคง”นายสุรเชษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากฟังฝ่ายบริหารที่พยายามเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงมาตรการแนวทางยุทธวิธีต่างๆ รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาพยายามค้นคิดวิธีการต่างๆมาใช้ ซึ่งบางมาตรการใช้ได้ผล แต่ทุกปีจะเห็นว่าใครก็แล้วแต่ เข้าไปดูแลเรื่องความมั่นคง มักต้องยึดกับงบประมาณ เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ได้มาชี้แจงกระทู้ ระบุว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จะได้ผล ต้องสนับสนุนงบและกำลังพลเพิ่มเข้าไปอีก และกมธ.เพิ่มงบให้กอ.รมน.ไปอีก 530 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาให้ยุติและสงบลงโดยเร็วได้

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า ไม่มีเจ้าภาพในการควบคุมแผนงบประมาณใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา เพราะต่างคนต่างทำในหน่วยงานรัฐ และที่เห็นชัด คือ งบประมาณที่ลงไปเน้นการสัมมนาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ให้ประชาชน และการเบิกจ่ายงบปี 55 หน่วยงานส่วนใหญ่เบิกจ่ายน้อย ไม่เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายงบ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบมีการโอนเปลี่ยนแปลงงบเป็นสัมมนา

ทั้งนี้ ยังมีการจัดงบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง ทำให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอในจ.สงขลา ไม่มีงบพัฒนาซ่อมแซมถนน และโดยเฉพาะพื้นที่ตน 80% ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ระบุว่าไม่มีงบ ส่วนกลางไม่สนับสนุนมา เพราะเอางบไปลงในพื้นที่ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น เพราะฉะนั้น หากบริหารงบโดยไม่ยุติธรรมให้กับประชาชนในประเทศ ปัญหาต่างๆยากต่อการแก้ไขได้

ส่วนการที่นายกฯได้เดินทางไปทั่วโลก ตนดีใจ แต่เสียใจทำไม 3 จังหวัดชายแดนใต้ทำไมถึงไปไม่ได้ ขณะไปต่างประเทศได้ 10 วัน ตนขอเพียงแค่ 1 วันเพื่อพบประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้ขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่ประจำในพื้นที่ และไปฟังว่าต้องการอะไร อุปสรรคอะไร หากรอฟังหน่วยงานท่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ เช่น ศปก.จชต. และเห็นว่าไม่มีความจำเป็น หากไม่ลงไปรู้ปัญหาด้วยตัวเองการแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมก็คงเกิดได้ยาก