หญิงหน่อยแนะเบรกพ.ร.บ.ปรองดอง

วันที่ 27 ก.ค. 2555 เวลา 14:10 น.
หญิงหน่อยแนะเบรกพ.ร.บ.ปรองดอง
“สุดารัตน์”  แนะรัฐบาล หยุดนำร่างพ.ร.บ.ปรองดอง –แก้รธน.ไว้ก่อน ปัดพาคณะตบเท้าอวยพรวันเกิดแม้วที่ฮ่องกง หวังทวงโควต้ารมต.

วันที่ (27 ก.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย และอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวแนะนำรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหลังเปิดสภาในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่า การเปิดสภาครั้งนี้เป็นที่จับจ้องของหลายฝ่ายเพราะมีทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งสถานะขณะนี้ที่จะมีความพยายามปลุกระดมต่อต้านรัฐบาลจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นในกรณีของร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ถ้ารัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวก็อาจทำให้สิ่งที่รัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้และบอกเป็นนโยบายต้องเสียไป ทางที่ดีเห็นว่าถ้าเป็นไปได้คือ ยังไม่ควรหยิบเรื่องมาพิจารณา และใช้เวลาในช่วงนี้ทำความเข้าใจ กับฝ่ายที่ยังไม่เห็นด้วย โดยทำเป็นลักษณะของการเปิดเวทีเพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง และทางออกของประเทศ          คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า ถ้ารัฐบาลดึงดันที่จะผลัดดันร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ก็จถูกต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยทำให้รัฐบาลเสียสมาธิในการทำงาน แต่ก็ยังคิดว่าไม่น่าจะถึงขั้นต้องให้ยุบสภาหรือลาออก แต่ทั้งนี้ยังเห็นว่า หลังรัฐบาลบริหารงานมา 1 ปีแล้ว ควรให้ความสนใจเรื่องการทำความเข้าใจกับคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างให้มากขึ้น นอกเหนือจากการบริหารงานปกติ          คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่เป็นผู้นำส.ส.พรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง ว่า ไม่ได้เป็นการตบเท้าอะไร แต่เป็นเพราะน้องๆอยากจะไปแสดงความยินดีตามธรรมเนียมไทย ซึ่งตนเองไม่ได้ไปพูดคุยในเรื่องการเมืองอะไรเลย ส่วนที่มีกระแสข่าววว่า มีการพูดคุยเรื่องการปรับครม.นั้นในส่วนของส.ส.กทม.ที่เดินทางไปตนไมได่ยินว่ามีเรื่องนั้น และตัวเองเดี๋ยวนี้แทบไม่ได่มีความคิดที่เข้าไปชี้นำส.ส.หรือใครได้ ซึ่งการจะปรับครม.หรือไม่ คนตัดสินใจคือนายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านเป็นเหมือนหัวหน้าวงจะรู้ว่า ควรจะปรับตอนไหนและปรับตรงไหน ตนเป็นคนนอกมองไปก็อาจจะมอบด้วยความรักความชอบ แต่การปรับควรปรับโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งคนอื่นไม่ควรมีความคิดเห็น ควรให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเป็นผู้ตัดสินใจ.