ยื่นบัญชีเท็จ! ตัดสิทธิ์สมศักดิ์ 5 ปี

  • วันที่ 04 พ.ค. 2555 เวลา 16:43 น.

ยื่นบัญชีเท็จ! ตัดสิทธิ์สมศักดิ์ 5 ปี

ศาลฎีกาฯนักการเมือง ตัดสิทธิ์ทางการเมือง สมศักดิ์  ปริศนานันทกุล จงใจแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จ แถมเจออาญาอีก 6 เดือน

ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 พ.ค. มิ.ย.55 นายมานัส เหลืองประเสริฐ ประธานแผนกคดีพาณิชย์ในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี หมายเลขดำที่ อม.4/2554 พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน ออกนั่งบังลังก์อ่านคำพิพากษาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง ยื่นคำร้องกล่าวหา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้คัดค้าน จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีที่ผู้คัดค้าน ที่ดำรงตำแหนง ส.ส.,รมช.ศึกษาธิการ, รมว.ศึกษาธิการ,รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวม 8 ครั้ง ซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.40 ก่อนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 11 ต.ค.40 จนถึงปัจจุบันรวม 21 บัญชี โดยผู้ร้องตรวจสอบพบว่ามีเงินของผู้คัดค้านจำนวน 28 ล้านบาทกระจายตามบัญชีต่างๆดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ผู้ร้อง รวมทั้งยังมี ที่มีชื่อผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ แต่จากหลักฐานทางการไต่สวนพบว่าบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.263 และขอให้ศาลฎีกาฯลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ม.119 และมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกาฯมีคำสั่ง

ซึ่งในวันนี้นายสมศักดิ์ เดินทางมาพร้อมทีมทนายความเพื่อฟังคำพิพากษา

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ยังไม่ขาดอายุความผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางไต่สวนและการตรวจเส้นทางทางการเงินพบว่า บัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้คัดค้านระบุว่า เป็นเงินที่ได้จากการทำธุรกิจประกอบขายข้าวของโรงสีข้าวหจก.วิเศษชัยชาญเจริญกิจ ของครอบครัวนางระวิวรรณ ภรรยาผู้คัดค้าน โดยภรรยาไม่มีอำนาจเบิกถอนเงิน เพียงแต่พี่ชาย 2 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงสีมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้เปิดบัญชีเท่านั้น แต่จากเส้นทางการเมืองพบว่านางระวิวรรณ ภรรยาผู้คัดค้าน ได้เบิกเงินไปซื้อหุ้นของธนาคารกสิกรไทยกว่า 14 ล้านบาท ส่วนที่อ้างว่าเงินบางบัญชีได้จากการชำระหนี้นอกระบบก็ใม่ปรากฏหลักฐานและไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยัน จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าเมื่อปี 2539 ได้รับเงิน 20 ล้านบาท มาจากการสนับสนุนของพรรคชาติไทย เพื่อนำไปใช้จ่ายในการเลือกตั้ง โดยได้นำเข้าบัญชีเงินฝากของโรงสีเพื่อช่วยในการประกอบธุรกิจนั้น กลับปรากฏว่าการเปิดบัญชีเป็นประเภทฝากประจำ 3 เดือน ซึ่งผิดวิสัยของการเปิดบัญชีในการทำธุรกิจที่ใช้ประเภทสะสมทรัพย์หรือเผื่อเรียก เพื่อเบิกถอนนำไปใช้ได้ทันที แต่ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝาก 3 เดือนก็ได้มีการถอนเงินรวมทั้งดอกเบี้ยไปใช้ และก่อนที่จะมีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพียง 9 วัน ได้มีการถอนชื่อนางระวิวรรณที่มีชื่อรวมในบัญชีเดียวกับพี่ชาย

ส่วนบ้านพักเลขที่ 5/5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง พร้อมที่ดินมูลค่า 15 ล้าน ที่พี่ชายของนางระวิวรรณ เบิกความอ้างว่าใช้เงินของโรงสีใช้ซื้อและสร้างบ้าน เมื่อตรวจสอบการเบิกถอนเงินในบัญชีไม่พบว่าเงินที่ใช้จ่ายในการสร้างบ้านไม่ใช่เงินจากการขายข้าวของโรงสี แต่เป็นเงินของผู้คัดค้านและนางระวิวรรณนำไปใส่ในบัญชีที่หมุนเวียนในโรงสีตามที่ได้วินิจฉัยมา อีกทั้งในการยื่นคำร้องปลูกสร้างบ้านครั้งแรก ผู้คัดค้านใช้ให้พี่ชายของภรรยาไปยื่นขอจากเทศบาลเพื่อก่อสร้างโดยใช้ชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ขอ ต่อมาเมื่อสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพี่ชายของภรรยาเป็นผู้ขอ และเมื่อมีการก่อสร้างเสร็จปรากฎว่าผู้คัดค้านและภรรยาได้ใช้ประโยชน์ของตันเอง ขณะที่พี่น้องคนอื่นของภรรยาได้แยกย้ายไปอยู่ที่อื่น

ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิพากษาห้ามนายสมศักดิ์ ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 51 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย มีผลให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคและส.ส.พ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาทตามพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 119 แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี นับตั้งแต่วันฟังคำพิพากษา

ภายหลัง นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า น้อมรับคำพิพากษา เป็นนักการเมืองก็ต้องยอมรับกติกา ส่วนที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี จะพ้นกำหนดในวันที่ 2 ธ.ค. 56 นั้นตนจะกลับมาทำงานทางการเมืองต่อ โดยจากนี้จะกลับไปทำการชี้แจงกับประชาชน เนื่องจากในชั้นป.ป.ช.ได้ชี้แจงน้อยไป เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการทุจริตคอรัปชั่น แต่เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนในการยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฯ ซึ่งนายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยก็เข้าใจเรื่องนี้

นายสมศักดิ์ ยังยืนยันว่า เงิน 20 ล้านที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคชาติไทย เพื่อใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ในอดีตมีการใช้เงิน 30-40 ล้านบาท เพื่อทุ่มซื้อตัวผู้สมัครให้ได้เก้าอี้ส.ส. 1 ที่นั่ง โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 ที่กฎหมายกกต.จะบังคับใช้

ทั้งนี้  ช่วงบ่ายในวันเดียวกันนี้ ป.ป.ช. ได้นำสำนวนสอบสวนและความเห็นชี้มูลความผิดนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ กระทำผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร และมาตรา 137 กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้ตัวเอง หรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการการจัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด มายื่นฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีกระทำการโน้มน้าวให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธีเปิด การฝึกอบรมของกรมพัฒนาที่ดิน ที่โรงแรมริมปาว จ.กาฬสินธุ์ ลงคะแนนเลือกผู้สมัครสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งศาลรับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.1 / 2555 และนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่วันที่ 1 มิ.ย.55 โดยหลังจากนี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะคัดเลือกผู้พิพากษาตั้งแต่ระดับผู้พิพากษาศาลฎีกาขึ้นไปจำนวน 9 คนมาเป็นองค์คณะต่อไป

 

 

ข่าวอื่นๆ