สัมภาษณ์พิเศษ:เปิดใจ “จตุพร”ก่อนทำศึกล้านคนล้มรัฐบาล

วันที่ 04 มี.ค. 2553 เวลา 12:00 น.
"การกดดันอย่างมีระบบ  และคนก็เป็นจำนวนมาก ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้น   และถ้าใครลั่นกระสุนใส่ประชาชนครั้งนี้ เขาจะรู้เลยว่าเขาจะเริ่มสู่ความพ่ายแพ้"

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม , ธนพล บางยี่ขัน

ศึกใหญ่อีกครั้งคนเสื้อแดงที่ประกาศชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลด้วยมวลชนนับล้านบุกกรุงวันที่ 12 มี.ค.2553 เพื่อกดดันให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่  “จตุพร พรหมพันธุ์”  หนึ่งในสามเกลอผู้กุมบทบาทการนำในนปช. เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความพร้อมก่อนทำสงครามครั้งสำคัญ

**จะระดมพลได้จริงหรือ 1 ล้านคนไล่รัฐบาล

การระดมมวลชนคนเสื้อแดงถึงหนึ่งล้านคนในการชุมนุมใหญ่วันที่ เคลื่อนไหววันที่ 14  มี.ค. นี้ให้ตั้งหลักสมมติฐานเมื่อวันที่  8 เม.ย. 2552 ที่นัดชุมนุมใหญ่และคนเสื้อแดงมา เต็มถนนราชดำเนินกลาง มาถึงลานพระบรมรูปทรงม้า จนมาถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์  ประมาณ 3 แสนกว่าคน ในขณะที่คนเสื้อแดงยังไม่แข็งแรงเท่ากับวันนี้ หลังจากสงกรานต์เลือดพวกเราท่ามกลางความรู้สึกที่ถูกใส่ร้าย ตั้งแต่เรื่องรถแก๊ส เรื่องการเผารถเมล์  เรื่องเหตุการณ์ที่ถ.เพชรบุรีซอย 5 และ 7 และเชื่อมโยงว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลนั้น  คนเสื้อแดงในทั่วทุกภูมิภาคมีการเติบโตอย่างมาก

นายจตุพร พรหมพันธุ์

การปราศรัยในระดับจังหวัดบางแห่งก็มีคนมาร่วมชุมนุมเป็นแสนคน  เช่น อุดรธานี ขอนแก่น  และเป็นหลักหมื่นคนในหลายจังหวัดไม่ว่า อุบลราชธานี จนเป็นเรื่องธรรมดาที่มีคนมาร่วมชุมนุมกันเป็นหลักหมื่นใน การปราศรัยระดับจังหวัด  บางแห่งระดับอำเภอคนก็เป็นหมื่น

ประชาชนในพื้นที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการระดมทุนกันเองโดยการจัดโต๊ะจีน จัดวิทยุชุมชน และดำเนินการเป็นค่ารถในการเดินทางมากรุงเทพฯ นั่นคือตลอดเวลานับตั้งแต่ถูกสลายการชุมนุมนับตั้งแต่สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นภายใต้สมมติฐานที่เราทำเมื่อวันที่ 8 เม.ย. บวกกับกลไกที่เราดำเนินการในช่วงการถวายฎีกา ที่มีรายชื่อส่งมา 5 ล้านคนและคัดเลือกเหลือ3.5 ล้านรายชื่อนั้น เรามีที่มาที่ไปหมด รู้เลยว่ามาจากจุดไหนอย่างไร  ดังนั้นการเตรียมการทั้งหมมคนเสื้อแดงก็รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะเดินทางกันมาอย่างไรและผมดูปรากฏการณ์ที่จัดระดมทุนที่โบนันซ่า ก็รู้ว่าความพร้อมของคนเสื้อแดงนั้นมีขอบเขตขนาดไหน

เมื่อเราเช็คสัญญาณความพร้อมเราจึงได้รู้ว่าการนัด 1 ล้านคนไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะตอน 8 เม.ย. ก็ไม่มีใครนึกว่าคนจะมากขนาดนั้น คนที่อยู่ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516  อย่าง พี่วีระ มุสิกพงศ์  อย่างคุณหมอเหวง โตจิราการ  หรือ อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย  ก็ยืนยันว่าคนมากกว่า  14 ตุลาฯ หรือคนที่เป็นคนพฤษภา อย่างผมก็เห็นชัดเจนว่าคนมากกว่าเหตุการณ์เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬชัดเจน การชุมนุมในเดือนเม.ย. 2552 จึงเป็นประวัติศาสตร์การชุมนุมของประเทศไทย

แต่ครั้งนี้สิ่งที่เราทำกันมาทั้งหมด รวมปัญหาทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ไปตีไพ่นัดชุมนุมตามจุดต่างๆ ตั้งแต่เขายายเที่ยง เขาสอยดาว ไปกองทัพบก ไปกระทรวงกลาโหม  ไปอัยการ ป.ป.ช. ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กกต.  ประชาชนล้วนแต่เห็นภาพชัดเจนเรื่อง  2 ความมาตรฐาน ความเป็นภาพอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นภาพท้ายๆ ก่อนที่จะเกิดภาพใหญ่ในวันนี้โดยที่พวกผมไม่ต้องทำอะไร แต่ประชาชนเองก็จะซึมซับไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม

ก่อนหน้านี้พวกผมเองก็เปิดบัญชีรับบริจาคเป็นค่าเดินทาง  ประชาชนก็ระดมเงินในพื้นที่กันเยอะ  เป็นตัวเลขเปิดเผยบริจาคผ่านบัญชี ที่เทกลับไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นค่ารถ  ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นค่าเช่ารถบัส รถตู้ แต่ครั้งนี้รถบัส รถตู้ รัฐบาลโดยกรมขนส่งทางบก ได้ระงับยับยังไว้ทั้งหมด และขู่ระงับการเดินทางของเขา พวกผมก็มีแนวความคิดให้เขาไปเช็ครถปิ๊กอัพ  หรือ รถอีแต๋น ซึ่งความจริงอยากได้รถปิ๊กอัพทั้งหมดเพื่อความคล่องตัว และส่วนใหญ่เครือข่ายคนเสื้อแดงก็มีอยู่แล้ว

ถ้าเราตั้งเป้าว่าคนหนึ่งล้านคน รถปิ๊กอัพคันละ 10 คน สบายๆ ก็ตกประมาณ 1 แสนคัน ซึ่งในนี้อาจจะมีรถอื่นผสมได้ เช่น รถเก๋งส่วนตัว  ฉะนั้นนี่จึงเป็นตัวเลขบนสมมติฐานที่เป็นตัวเลขที่ไม่เกินจริง เพราะพวกผมเองก็ไปเดินสายต่างจังหวัดและทำความเข้าใจกับประชาชน จัดโรงเรียนการเมือง เวลานี้มี15 แห่งแล้ว  รวมกับการปราศรัยถ่ายทอดผ่านรายการโทรทัศน์อีกคนเสื้อแดงก็มีประมาณเกือบ 70 กลุ่ม  และปริมณฑลอย่างสมุทรปราการ  นนทบุรี ก็แข็งแรง หากประสานงานกับทุกทิศทุกทางครบถ้วน ก็ไม่มีปัญหา ครั้งนี้จึงเป็นการทอดกฐินรวม คนเสื้อแดงก็ลองรวมกำลังทุกกลุ่ม เช่นจังหวัดขอนแก่น  สส.ทุกคน ลองจับมือกัน เมื่อก่อนผู้แทนฯต่างคนต่างทำ เสื้อแดงก็มีหลายกลุ่ม ต่างคนต่างทำ แต่พอรวมกันมีการจัดชุมนุมในพื้นที่ 70 ไร่ ของจ.ของแก่น คนก็เต็มร่วม 2 แสน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในขอนแก่น

ฉะนั้นพวกผมเอง ทำความคิดกับประชาชนจนตกผลึกแล้วว่าประชาชนจะมาได้จริง

อย่างไรก็ตาม ทางการข่าวของรัฐบาลเขาอาจจะประเมินตามความรู้สึกความเชื่อเพราะถ้าเขาดูจากแผนดาวกระจายมันอธิบายไม่ได้หรอก เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด และเป็นวันทำงานส่วนใหญ่ จึงจัดชุดเล็กแต่ชุดใหญ่ของพวกเรานั้นทุกคนรู้กัน

เวลานี้เกิดเหตุการณ์อะไรทั้งประเทศพวกผมมีสาระบบในการตรวจสอบหมด คือ เสื้อแดงมีความแข็งแรง บางจังหวัดมีตั้งแต่ระดับจังหวัด  อำเภอ  ตำบล เป็นเครือข่ายที่ทีความแข็งแรง และสิ่งหนึ่งที่นักการเมืองไม่เคยประสบพบเจอ คือ ประชาชนเป็นผู้ลงขันในการต่อสู้เอง

เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาพอมีการปูดเรื่องท่อน้ำเลี้ยงพวกผมจึงกล้าท้าทาย เพราะว่าการระดมคนขนาดนี้ ไม่มีใครมีสตางค์ไปเอาคนมาขนาดนี้ได้  ถ้าคิดจะใช้เงิน ถ้าจำได้ตอนที่จัดที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานช่วงแรกๆ หรือ คุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา  หรือใครก็ไม่มีใครเชื่อ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนกับพวกผมเหมือนกัน  คุณสนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 600-1,000 ล้านบาท  ซึ่งเขาคิดในมิติว่าจะต้องจ้างคนมา  พวกผมนี่มันผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้ว

แล้ววันนี้สิ่งที่คนเสื้อแดงได้ทำในทุกพื้นที่ และนายกฯทักษิณได้วีดีโอลิงค์บ้าง โฟนอินมาบ้าง เราได้สร้างปัญญาให้กับพี่น้องประชาชน  ว่าเขาคือเจ้าของประเทศเขาคือผู้ต้องรับชะตากรรม บ้านเมืองนี้เป็นของเขา เฉะนั้นประเภทไอ้นักการเมืองลงไปซื้อเหมือนเดิม ไม่มีทางที่จะได้รับการเลือกตั้ง

**สส.พรรคเพื่อไทยต้องลงไปช่วยสนับสนุนพามวลชนมาด้วยแค่ไหน

เวลานี้ถ้าสส.เขารู้ว่าคนเสื้อแดงเขาดำเนินการอะไรในแต่ละพื้นที่  และเขาเป็นผู้ร่วมที่ดีก็เป็นประโยชน์แล้ว  

**ผู้ร่วมที่ดีคืออย่างไร

เช่น ตัวเองสามารถประสานงาน สิ่งที่คนเสื้อแดงอาจจะยังไม่ครบถ้วนในบางมิติ บางมุม  ก็ไปช่วยกันคิดช่วยกันทำในการขับเคลื่อน ก็เป็นประโยชน์ เพราะ ณ วันนี้ มันจะเป็นเรื่องของคนเสื้อแดงที่เขาเตรียมการกันมาเป็นอย่างดี ฉะนั้น ถ้าถามผมว่า 1 ล้านคนมันจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น 1 ล้านคนนี่อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ พอถึงเวลาจริงๆ

**แต่ละภาคคำนวณกันว่า จะมากันกี่แสนคน

แบ่งเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งมาโดยระบบการจัดตั้งของคนเสื้อแดง 300 กว่ากลุ่มทั่วประเทศ อันนี้มีตัวเลขชัดเจน สอง มาจากประชาชนที่ไม่สังกัดกลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่รับไม่ได้กับสองมาตรฐาน หรือความอยุติธรรมซึ่งก็มีเป็นจำนวนมาก  และถ้าเราได้ติดตามการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็จะเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะรากหญ้า แต่มีทุกระดับ ลองดูภาพถ่ายทางอากาศ ดูรถที่มาร่วมชุมนุมคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า จะรู้เลยว่าตั้งแต่คนรวยสุดยันคนจนสุด  ก็เป็นคนเสื้อแดง            

**สรุปว่าภาคต่างๆ จะมากี่แสน

เวลานี้ เนื่องจากคนเสื้อแดงเขามีมวลชนสัมพันธ์ ก็เข้าไปจัดการจัดระบบ จัดริ้วการเคลื่อนไหว คือ พวกผมต้องการวางถึงขนาดว่า ตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระรูปฯ จังหวัดไหนอยู่ตรงไหนมากสุดประชาชนทั่วไปอยู่ตรงไหน และประชาชนทั่วไปที่ไม่สังกัดกลุ่มอยู่ตรงไหน   เหตุผลคือ กลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ 300 คน เขามีการ์ดของเขาเอง ซึ่งจะมาผสมกับการ์ดกลาง  จะมีระบบประสานงานชัดเจน   ฉะนั้นทั้งระบบการ์ด เสบียงกรัง เรื่องอาหารแต่ละกลุ่มก็สามารถจัดการได้ เวลานี้เตรียมข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม ครบถ้วน พวกผมส่วนกลางก็ให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง ทำเรื่องห้องน้ำ ซึ่งพัฒนาไปมากแล้วก็จะเสร็จทัน

ส่วนการเคลื่อนมาจากต่างจังหวัด มันจะเหมือนก้อนหิมะจากก้อนเล็กที่พันมาตลอด ระหว่างทางก็จะมากผสมมาก และก็จะเป็นสิ่งที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และพวกผมกำลังคิดถึงเรื่องริ้วธงเพื่อให้เคลื่อนแล้วเกิดภาพสวยงาม

**จะแก้ปัญหารถติดอย่างไรเข้ามานับแสนคัน

ก็อย่างนี้....พวกผมจึงเผื่อไว้สองวัน  เราจึงให้เขาเคลื่อนมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.  เผื่อเหลือ เผื่อขาดสองวัน

**แล้วรถจอดไหนแสนคัน

คืออย่างนี้....รถถือเป็นเครื่องมือในการป้องกันการล้อมปราบได้เป็นอย่างดี   ฉะนั้นรถทุกทิศทุกทางจอดได้อยู่แล้ว  คือรถกรุงเทพฯ วันหนึ่งก็เป็นล้านๆ คันอยู่แล้ว ซึ่งสเกลแสนคัน  ก็ไม่ได้มากมายอะไร โดยจุดใกล้ก็จอดได้จำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ไปจอดยังจุดไกล ฉะนั้นเรื่องการจอดรถก็ไม่ได้เป็นปัญหา เอาตามข้อเท็จจริงในพื้นที่

**ยุทธวิธีการเคลื่อนไหวอาจมีการดาวกระจายอย่างไร วางแผนอย่างไรในช่วง 3 วันแรก

คือ คุณอภิสิทธิ์ เวลาเป็นฝ่ายค้านพูดดีว่า  ประชาชนมาชุมนุมจำนวนเท่านั้นเท่านี้  ถ้าเป็นเขา เขาไม่อยู่แล้ว ต้องยุบสภาคืนอำนาจประชาชน นั่นเป็นวันที่เขาพูดกับนายกฯสมัคร สุนทรเวช  ในวันที่พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาล  แต่ครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่คนมากที่สุด  แล้วเราต้องรู้สภาพ  อย่างบ้านสี่เสาเทเวศร์จำเป็นต้องไปไหม คนอาจจะเต็มหมดไปโดยปริยาย แต่ว่าไม่มีความหมายอะไรเพราะพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  ก็ไม่อยู่ กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์   ก็ไม่อยู่ ทำเนียบรัฐบาล  นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่อยู่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ไม่อยู่ กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ก็ไม่อยู่ กระทรวงคมนาคมนายโสภณ ซารัมย์   ก็ไม่อยู่   นี่คือข้อเท็จจริง และถามว่าใครมาอยู่ก็คือทหาร ส่วนกำลังหน่วยไหนบ้าง พวกผมเองก็มีแปลนหมด เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าภารกิจที่เขาใช้มาปราบปรามเราในสงกรานต์เลือด เขาใช้ทหาร เพราะฉะนั้นเราเองก็จะไม่ปล่อยทหารมากระทำกับเรา ทุกที่ที่ทหารอยู่เราจะมีชุดสันติวิธีไป ถ้าเขาต้องการยิงคนมือเปล่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร  เพราะฉะนั้นการที่พวกเราจะไล่ไปตามที่ต่างๆ ตามจุดของรัฐบาลจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวรัฐบาลไม่อยู่ แต่ตัวแทนของรัฐบาลที่เป็นจุดสำคัญ คือกำลังที่ใช้ในการปราบปรามประชาชน นี่เป็นจุดเป้าหมายของคนเสื้อแดง

ส่วนคนอื่นๆในซีกรัฐบาลต้องเรียนว่า ในทางการข่าวเวลานี้ต้องยอมรับว่า ในกองทัพเองไม่ได้มีความเป็นเอกภาพ  อะไรเลย บางคนสามหน้า สี่หน้า ห้าหน้า  ก็มี ไม่เช่นนั้นทำไมผมถึงได้เอกสารลับ ทำไมการประชุมแต่ละครั้งผมถึงรู้ เพราะว่านายทหารที่เขาทนไม่ได้กับ อำมาตย์  กับ รัฐบาลชุดนี้มีมากในกองทัพ และวันนนี้คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ง่ายแบบสงกรานต์เลือดนะที่จะมานั่งบัญชาการ วางแผนสร้างสถานการณ์ที่นู้นได้  เพราะว่าภายในกองทัพเอง เขาก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์กับคุณอภิสิทธิ์  หรือรัฐบาลชุดนี้

เช่นคุณอภิสิทธิ์จะไปไหนพวกผมก็ต้องรู้  คนข้างในค่ายทหารก็มีเสื้อแดง ดังนั้น ตามค่ายต่างๆ พวกผมจะรอให้คุณอภิสิทธิ์ มาสั่งการอะไรกับพวกผมหรือ ประชาชนก็จะไปแต่ละที่ แต่ไม่ไปแบบเล็กๆ แต่จะไปแบบ 3-5 หมื่นคนเป็นอย่างน้อย เป็นทัพใหญ่ เพราะฉะนั้น ถึงเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก  ช้าที่สุดไม่เกินวันที่สอง ในการดาวกระจาย ในส่วนของค่ายทหารที่เป็นปัญหา  บางค่ายที่ไม่เป็นปัญหาก็ไม่ต้องไป แต่ว่าปัญหา คือ เราจะไปรอให้เขามาล้อมปราบเหมือนเดิมไม่ได้

**ตั้งเป้าว่า นายกฯอภิสิทธิ์จะยุบสภาภายในกี่วัน

นี่เป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังมีอีกหลายจุด ปกติ 3 วันก็รู้หมู่รู้จ่าแล้ว แต่เราเผื่อไว้ก็เลยบอกว่าขอให้ประชาชนเตรียมตัวมา 7 วัน และถ้า 7 วัน ไม่จบก็ต้องสู้ต่อ  แต่ว่าเราจะปรับวิธีการอย่างไร ค่อยมาว่ากัน  แต่เราจะไม่ชุมนุมแบบไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมในช่วงสงกรานต์เลือด คือ ที่บัญชาการหลักเราจะยังมีอยู่แต่ไม่ใช่ชุมนุมเพื่อการปราศรัยเพียงอย่างเดียว   แต่เป็นเรื่องของการกดดันอย่างมีระบบ  และคนก็เป็นจำนวนมาก ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้น   และถ้าใครลั่นกระสุนใส่ประชาชนครั้งนี้ เขาจะรู้เลยว่าเขาจะเริ่มสู่ความพ่ายแพ้ เพราะครั้งนี้เราเตรียมตัวมาตั้งแต่ต้น ครั้งที่แล้วเป็นเรื่องของการถูกสร้างสถานการณ์ลอบกัด และเราก็จะใช้บทเรียนจากครั้งที่แล้ว  มาแก้ไขในการชุมนุมครั้งนี้

**แล้วจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงจากพวกเดียวกัน หรือ พวกสร้างสถานการณ์

ผมเชื่อว่าคนที่เป็นคนเสื้อแดงแท้เขาฟัง ส่วนแดงเทียมคือคุณมาปลอมอย่างไรก็ไม่ได้มีจำนวนอย่างคนเสื้อแดง และถ้าจับได้เรื่องทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น

**จะทำอย่างไรถ้าคนกรุงเทพ ฯ บ่นเรื่องการชุมนุม และครั้งนี้ย่อมกระทบอย่างหนัก

คนกรุงเทพฯ ต้องรู้ว่าถ.ราชดำเนินทั้งสาย ผ่านการจัดอะไรมามากมาย ประชาชนรู้จักเส้นทางเลี่ยง จุดอื่นๆที่ไป ก็ไม่ไกลจากจุดนี้มากเท่าไหร่ ก็กระทบเพียงแค่เส้นเดียว ซึ่งปกติแล้วเวลา รับปริญญา จัดงานกาชาด หรือจัดงานอื่นๆ แถบนี้ประชาชนก็ใช้เส้นทางอื่นๆ ได้เป็นปกติอยู่แล้ว จึงไม่คิดว่าต้องไปสยามพารากอนเหมือนกลุ่มพันธมิตร ฯ แต่ว่าเส้นนี้ประชาชนมีประสบการณ์ หมายถึง สนามหลวง ราชดำเนิน ลานพระรูป ปีหนึ่งมีการปิดถนนเพื่อจัดงานหลายครั้ง  และประชาชนรู้ว่าต้องเลี่ยงใช้เส้นทางอย่างไร เพราะฉะนั้นปัญหาการจราจรนี่น้อยมาก

**แต่เวลาคนนับแสนนับล้าน ไหลมารวมกัน อาจจะอัมพาตทั้งกรุงเทพเป็นเวลา 3 - 7 วัน

เราจึงกำหนดการไหลในวันหยุด  คือวันศุกร์ต่างจังหวัดไม่กระทบแน่ และวันเสาร์อาทิตย์ที่ 13-14  มี.ค. คือการกำหนดวันหยุดเพื่อหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนของประชาชนเพราะไม่ใช่วันทำงาน

ฉะนั้น วันอาทิตย์เมื่อมาถึงแล้วก็อยู่ในถนนเส้นราชดำเนิน สนามหลวง ลานพระรูปฯ ซึ่งไม่กระทบการจราจรก็จะแจ้งให้ประชาชนทราบ และหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเขามีประสบการณ์อยู่แล้วเพราะว่าเส้นนี้ในปีนึงก็มีหลายวันหลายครั้งที่มีจัดงาน เขาหลีกเลี่ยงได้

**ที่มีวิเคราะห์แม้แต่นายจาตุรนต์ ฉายแสงก็บอกว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นเรี่องยาก นอกจากจะใช้ความรุนแรงอย่างเดียว ดังนั้น การชุมนุมครั้งนี้ถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องใช้ความรุนแรงหรือไม่

ผมไม่เชื่อ และ คุณจาตุรนต์ ก็เชื่อแบบผม คือเราต้องทำใจได้ว่า การต่อสู้ในโลกนี้ คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยได้ด้วยการร้องขอ แต่เพียงอย่างเดียวมันเป็นสัจธรรมของการต่อสู้  แต่ขณะเดียวกัน

ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องยึดแนวทางสันติวิธีเท่านั้น ที่ผ่านมาที่เราชนะกันในโลกนี้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือการต่อสู้ด้วยมือเปล่า แล้วรัฐใช้ความรุนแรง เมื่อรัฐใช้ความรุนแรง รัฐก็พ่ายแพ้ เพราะเป็นฆาตกรฆ่าประชาชน  เพราะฉะนั้น จาตุรนต์ กับพวกผมมีความเห็นตรงกันว่า ถ้าเริ่มต้นประกาศว่าเราจะใช้ความรุนแรงไม่ทันต่อสู้เราก็แพ้แล้ว  ขนาดเราไม่สร้างความรุนแรงก็มีคนไปทำความรุนแรงแทนในนามพวกเราอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น แนวทางสันติวิธีเป็นแนวคิดที่น่ากลัวที่สุด  อำมาตย์ รัฐบาล เขาไม่กลัวความรุนแรง คุณจะเอาอาวุธอะไรไปสู้กับรัฐบาล ขนกำลังมาเลย 36 กองร้อย ปืนเอ็ม 16 จำนวน 4,500 กระบอก ไปหาปืนที่ไหนมาได้มากขนาดนี้  หาคนยิงปืนได้เท่านี้ หาได้ที่ไหน  เพราะฉะนั้น เราไม่เชื่อว่าความรุนแรง ดับกับความรุนแรงแล้วเราชนะ เหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  จบไหม มันไม่เคยจบ ยิ่งฝ่ายหนึ่งใช้ความรุนแรงอีกฝ่ายหนึ่งต้องสันติวิธี และฝ่ายใช้ความรุนแรงก็จะหมดความชอบธรรม

ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่า กรณีสงกรานต์เลือด รัฐบาลต้องสร้างว่า ฝ่ายเราใช้ความรุนแรงเพราะเขาต้องการความชอบธรรม ผมถึงบอกว่าเวลาใครมาเสนอแนวทางอื่น ผมต้องยันไปแรงๆ  เพราะผมรู้ว่า

นั่นคือการพาประชาชนเข้าสู่กับดัก นำประชาชนไปสู่ความตาย และท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้   แต่ขณะนี้แนวทางของเราคือสันติวิธี ร่วมตรวจอาวุธอย่างชัดเจน คนที่มาต่อสู้ก็มีหัวใจกับมือเปล่า มันจะเป็นพลังที่มีแสนยานุภาพมากกว่าการใช้ศาสตราวุธใดๆ และผมก็เชื่อย่างนี้ และรัฐบาลใช้ความรุนแรงขณะที่เราใช้สันติวิธีรัฐบาลก็จบ

ต้องเข้าใจว่า จอมพลถนอม กิตติขจร แข็งแรงมากเป็นนายกฯ ตั้งแต่ 2500-2502 และ 2506 -2516  สองช่วงเวลา มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาคั่น4 ปี  ส่วนพล.อ.สุจินดา คราประยูร  จัดตั้งตั้งแต่ระดับกองร้อย ทหารสี่เหล่าทัพไปถึงตำรวจด้วย ภายใต้รหัส0143  กองทัพแข็งแกร่งกว่านี้เยอะ แต่ท้ายที่สุด พอมีการลั่นกระสุนใส่ประชาชน และประชาชนเห็นว่า รัฐบาลฆ่าประชาชนก็อยู่ไม่ได้  แต่ถามว่าทำไมมีเหตุการณ์สงกรานต์เลือดแล้วรัฐบาลอยู่ได้ ก็เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้มารยาสาไถว่า ความรุนแรงเกิดจากเสื้อแดง  ครั้งนี้ผมไม่รอให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น  สรุปคือ ใครยึดสันติวิธีได้นานกว่า  คนนั้นจะได้รับชัยชนะ

**เสื้อแดงจะไม่เพลี่ยงพล้ำเหมือนสงกรานต์เลือด

ไม่เพลี่ยงพล้ำ ครั้งที่แล้วผมเรียนว่า เรามาชุมนุมเพื่อสำแดงกำลังจริงๆ  และเราก็ไม่ได้เตรียมการป้องกันเรื่องการสร้างสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้สร้างขึ้น   จนกระทั่งคิดไม่ถึงว่าจะมีการต่อต้านขนาดนั้น ครั้งนี้เราจึงมีบทเรียนมากมาย ดังนั้น เราจะไม่ยอมให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก

ผมยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางอื่นนอกจากสันติวิธี แต่เป็นการสันติวิธีสู้รบ หมายถึงการใช้มือเปล่าเข้าไปจัดการศาสตราวุธ  แล้วถ้าอำมาตย์ รัฐบาลความอดทนต่ำเมื่อไหร่  ใช้กำลังปราบปรามประชาชน  เขาก็จะพบกับหายนะ

**ที่มั่นใจว่า 3 ​วันจะเห็นชัยชนะ มั่นใจจากอะไรในเมื่อทั้งเสื้อแดงและรัฐบาลก็ประกาศว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง

ต้องเข้าใจว่า ในรัฐบาลเองนั้น ตัวรัฐบาลก็ไม่ได้มีอำนาจ100% นะ ยังมีผู้มีอำนาจแฝง และภายในรัฐบาล กลุ่มอำมาตย์ หรือ แม้แต่ภายในกองทัพก็ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพอะไร เพราะว่า หลายๆ อย่าง มันเห็นได้ชัดว่ามันไม่มีความยุติธรรม แล้วก็เอารัดเอาเปรียบหลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา  เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ต่างๆเมื่อประชาชนมาชุมนุมกันมันก็จะเห็นความชัดเจน  คือ ท้ายที่สุด ผมยังเชื่อว่าจะมีนายทหาร ข้าราชการจำนวนมาก และคนอีกหลายสาขาอาชีพประกาศ มายืนเคียงข้างประชาชน ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่เห็นปรากฏการณ์ ตำรวจมาสวมเสื้อแดงมาชุมนุม แต่ครั้งนี้มันหนักกว่านั้น  วันนี้ก็มีคนเสื้อแดงที่อยู่ในค่ายทหารจำนวนมาก บางค่ายทหารเองเยอะแยะที่มีการเช็คกำลังกันสารพัด เพราะเขานึกไม่ถึงว่ามีเสื้อแดงอยู่ และนายพลต่างๆ ที่เข้าพรรคเพื่อไทยก็คงต้องขอแรงว่า ใครเคยมีประสบการณ์  เช่น เป็นผู้บังคับบัญชาในค่ายนั้น ๆ ก็ต้องขอแรงในวันที่ประชาชนเขาปิดล้อม  เพื่อไม่ให้ทหารออกมาเข่นฆ่าประชาชน

**คิดว่า พอเสื้อแดงกดดันมากๆ ฝั่งกองทัพ ความอดทนจะต่ำ

ฝ่ายอำมาตย์เอง พล.อ.เปรม  เอง เขาก็รู้ว่าทุกอย่างมันจวนตัวเขาหมด  เพราะฉะนั้นถ้าเขาทนไม่ได้เมื่อไหร่ ใจเราต้องเหนือกว่า ต้องนิ่งกว่า ต้องเดินเข้าไปยังผู้ถืออาวุธเชิญให้เขาลงมือ คือคุณอย่าแอบลงมือกับเรา  ลงมือตอนที่เราเแข็งแรง คือ เอาหัวใจเข้าไปแลก  ลั่นกระสุนใส่ประชาชนเมื่อไหร่ก็จบทันที

**ครั้งนี้สรุปว่าเป็นเดิมพันของฝ่ายไหน   เสื้อแดงหรือรัฐบาล

ผมว่า มันเดิมพันทั้งระบบ  คือ อำมาตย์ และรัฐบาลก็ไม่มีอะไรของตัวเอง เป็นสมบัติของอำมาตย์  แม้กระทั่งทุกตำแหน่งในรัฐบาลคือสมบัติของอำมาตย์   ฉะนั้นนี่คือกระบวนการโค่นล้มอำมาตย์อย่างเป็นระบบ   คนเสื้อแดงวันนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันตาย  สมมติว่า พวกผมมีอันเป็นไป แต่พวกผมได้ร่วมกันสร้างกระบวนการสร้างเสื้อแดง ไม่ให้ยึดติดกับบุคคล เพราะบุคคลความเป็นมนุษย์ดีได้เลวได้ แต่หลักการอุดมการณ์จะเป็นเรื่องที่ติดกับองค์กรเสื้อแดง  ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามทิ้งแนวทางอุมดมการณ์เสื้อแดง ประชาชนก็ไม่ไปตาม

แม้แต่ผมสามเกลอทิ้งแนวทางเสื้อแดงประชาชนก็ไม่เอาด้วย  เพราะฉะนั้นวันนี้ที่รวมกันได้ก็เพราะอุดมการณ์ แต่ถ้าพวกผมมีออันเป็นไปเกิดล้มตายในสนามรบ หรือ ถูกจับกุมคุมขัง ประชาชนก็พร้อมต่อสู่ต่อไป จะมีแกนนำต่อสู้ไม่มีวันจบ

**คุณทักษิณ ยังเป็นหัวขบวนใหญ่อยู่ไหม

ท่านนายกฯทักษิณท่านเข้าใจการต่อสู้ตามหลักการประชาธิปไตย ท่านเป็นเสื้อแดงคนหนึ่ง
ฉะนั้นเมื่อมีปฏิกิริยาอย่างไรในการต่อสู้  คนที่อยู่ในสนามรบเท่านั้นที่ต้องตัดสินใจ และที่ผ่านมาท่านก็เคารพขบวนการตัดสินใจ บางครั้งมีความเห็นแตกต่าง ท่านก็ให้ที่ประชุมไปวิเคราะห์ว่า  จะเอาอย่างไร ความเห็นที่แตกต่างก็มีทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติในการทำงาน   คือ ท่านก็อยู่ในจุดที่ไม่ใช่การสั่งการ แต่เป็นคนที่เคารพการตัดสินในรูปแบบของกระบวนการ ที่ประชุมว่าที่สุดจะเอาอย่างไร แม้แต่การกำหนดวันชุมนุม หรือ แม้แต่เรื่องยุทธวิธีในการต่อสู้

**การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาศัยเงินทุนของคุณทักษิณเหมือนในอดีตหรือไม่

ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า นับแต่ชุดที่มีคนออกไป 1 ชุดแล้ว (เสื้อแดงก่อนหน้า) พวกผมมันมาถึงจุดที่ว่า คุณทักษิณ เขาถูกยึดอำนาจ ทรัพย์สินก็ถูกอายัดขณะเดียวกันพวกผม ประชาชนก็สนับสนุน ฉะนั้น เราก็พอมีงบประมาณในการต่อสู้ที่จะมีคนมาทอดกฐิน บริจาคกันอยู่ และก็มาด้วยความสมัครใจ และก็จ่ายเงินจ่ายทองกันมาเอง ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรมากนัก และการบริจาคสำหรับการชุมนุมก็เพียงพอ  ฉะนั้นถ้าเราขาดเหลืออย่างไรก็เชื่อว่า ประชาชนก็มาเอง

**บอกได้ไหม ชุมนุมใหญ่ 1 ล้านคนครั้งนี้ใช้งบเท่าไร

ไม่ได้สูงอะไร....เพราะมันไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็อาจมีเพียงเครื่องเสียง  อาหารก็บริจาคกันมา ประชาชนก็เดินทางมาเอง แล้วใช้จ่ายอะไร มันไม่มี นึกออกไหม คือ ถ้าเราคิดว่า 1 คนต้องคุณด้วยเงินเท่าไร แบบที่คนของประชาธิปัตย์มาพูดนั่นเป็นสูตรที่เขาเคยทำร่วมกับพันธมิตร แต่เสื้อแดงมันไม่ต้องทุนเรื่องคน เต้นท์พยาบาลก็มีคนมาตั้งเต้นท์ด้วยการบริจาค เครื่องเสียงก็มีคนมาบริจาคและที่ผ่านมาเราก็ยังไม่เดือดร้อน ดังนั้น เมื่อคุณทักษิณ ได้รับชะตากรรมแล้วพวกผมยังไปต่อรองเพื่อเคลื่อนไหวอีก พวกผมก็ใจหมาเต็มที แล้ววันนี้เราก็ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเราก็เป็นลูกน้องเขา ในฐานะที่เป็นลูกพรรคไทยรักไทยในอดีต เมื่อเขาได้รับชะตากรรมแบบนี้ แล้วเราไปต่อสู้แล้วไปแบมือของสตางค์มันก็ใจหมา ที่ผมใช้คำนี้ เพราะต้องการเตือนสติทุกคนว่า อย่าคิด

ฉะนั้นเวลาของประชาธิปัตย์หรือพันธมิตรมาบอกผมว่า สู้แล้วรวย ผมก็พร้อมให้พิสูจน์ทุกอย่าง วันนี้ผมอายุ 45 ปี ผมก็อยู่บ้านทาวเฮาส์ รถผมก็ผ่อนส่งเป็นรถญี่ปุ่นธรรมดา ผมใช้ชีวิตปกติเรียบง่าย กินร้านอาหาร ส้มตำ ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เรื่องสู้แล้วรวย ผมก็ไม่รู้ว่ารวยอะไร แล้วบ้านของสก.ประชาธิปัตย์อยู่ใกล้ๆบ้านผม ก็ใหญ่กว่าผม15 เท่า คือ ถ้าผมสู้แล้วรวยผมจะต้องใช้ชีวิตอีกแบบ แต่นี่ผมก็อยู่ทาวเฮาส์

แล้วถ้าผมไปรับจ้างจริง ผมจะไปมีน้ำหนักวิจารณ์ใครได้ วันนี้ที่พวกผมเสียงดัง ก็เพราะผมไม่ได้เดินทางไปหนทางนั้น และผมก็มีบทเรียนตอนพฤษภา 35 สู้เสร็จผมก็เป็นแกนนคนสุดท้ายที่นำไปสู่จุดชี้ขาด ชัยชนะที่รามคำแหง จำลองถูกจับ ผมเป็นเด็ก เป็นคนนำทัพคนสุดท้าย และผมก็ลงจากเวทีอย่างขาวสะอาด ยังมีเงินบริจาคเหลือประมาณ 9 แสนกว่าบาท ผมยังให้น้องเอาเงินไปมอบให้อ.ชูศักดิ์ ศิรินิล อธิการบดีรามคำแหงให้ไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยและผมก็กลับอย่างมือเปล่า ไปนอนหอพักกว้าง 20 ตารางเมตร และก็กินมาม่า ใช้ชีวิตเหมือนเดิมจากนั้นมาก็ไปเคลื่อนไหวชุมนุมกว่า 16 ปีจึงมาได้ลงสส. ฉะนั้นเรา ไม่มีอะไรต้องไปหาผลประโยชน์ และผมไปเรียนช้าเพราะสอนอยู่ที่อ.เชียงดาว จ.เขียงใหม่อยู่สองโรงเรียนคือ ไปสร้างโรงเรียน สามปีผมไม่รับเงินเดือน ก็ปลูกข้าวปลูกผักกินเอง และก็มีเอ็นจีโอเข้าไป

ฉะนั้นพวกผมผ่านในสิ่งที่เป็นกิเลสมาเยอะแยะมากมาย ผมมาช่วยพรรคไทยรักไทย โดยมาเจอพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อปี 2537 ตั้งแต่พรรคพลังธรรมก็ช่วยปราศรัยทุกที่ แต่พอเลือกตั้งเสร็จผมไม่เคยไปยุ่ง

มาปี 2544 ก็ตามมาช่วยปราศรัยที่พรรคไทยรักไทยอีก เลือกตั้งเสร็จก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ตำแหน่ง  ก็เลยกลับบ้าน

**มีซุกทรัพย์สินหรือเปล่า

ไม่มี เพราะปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เคยให้ตังค์ผมซักบาท เพราะผมต้องการให้เขาเป็นนายกฯ  กระทั่งปี2548 ผมก็เดินสายปราศรัย ทั้งประเทศไม่รู้กี่ร้อยเวที เขาก็ให้ตำแหน่งทางการเมืองต่ำสุดคือ  ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ผมไม่ได้มีความรู้สึก จะอยากอะไร  วันที่เขามีอำนาจ ผมจะต้องไปแสวงหาอะไรกับเขา มาเป็นรองโฆษกพรรคก็ทำงานมากและก็ไม่เคยรับราวัลอะไร กระทั่งเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้เป็นผู้แทน ตั้งแต่ทำพรรคมายาวนานตั้งแต่ปี 2544  ก็ต่อสู้โดยไม่ต้องมีรางวัลอะไร ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน 

**แล้วมาทำม็อบเข้าเนื้อไหม

ตอนนี้ผมเป็นผู้แทนมีเงินเดือน ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร และแต่ละคน เช่น ณัฐวุฒิ คุณวีระก็มีงาน มีธุรกิจ  จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไร

**มองกันว่า คุณจตุพร อาจได้เป็นรัฐมนตรี ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เพราะคุณจตุพรมีบทบาททำม็อบสู้มา

จะเป็นหรือไม่เป็น มันก็เป็นเรื่องปกติ  คือ ผมชอบใช้ชีวิตปกติ และถ้าทุกคนรู้จักผมผมชอบสะพายกระเป๋าเดินตามที่ต่าง นุ่งกางเกงยีน ถามว่า การเป็นรัฐมนตรีนั้น เป็นหรือไม่เป็นก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร เพียงแต่ผมมีความเชื่อว่า ถ้าไปมีหน้าที่อะไรก็ต้องไปทำให้ดีที่สุด เหมือนผมเป็น สส.สมัยแรก เวลาผมทำหน้าที่ในสภา ผมก็จำเป็นต้องทำ ดังนั้นถ้าคิดว่าในวันข้างหน้าจะมีหน้าที่อะไร ผมก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด แต่ว่า ไม่เป็นอะไรก็ได้ เพราะชีวิตเราเคยเป็นครูดอย3ปีอยู่ป่าเขาก็ไม่มีเงินเดือนมาแล้ว และวันนี้ถ้าผมเป็นคนแสวงหาทรัพย์สิน ผมก็ต้องมีอะไรมากมายแล้ว

**มีข่าวว่า คุณจตุพรมีที่ดินสุราษฎร์มากมาย

สมบัติทั้งชีวิตมีโฉนดเพียงใบเดียวพื้นที่ 24 ตารางวานิดๆ  เป็นที่ทาวเฮาส์ที่อยู่ทุกวันนี้  ดังนั้น จะไปตรวจที่ไหนก็ได้ ไม่มีแน่ อย่างที่ดินที่สุราษฎร์ก็เป็นที่ของแม่และครอบครัว  ผมเองบอกว่า ผมมาไกลแล้วเลยยกให้พี่ๆคนอื่นเขาไปเถอะ คือ ไม่เอา และผมประกาศมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบแล้ว ว่า ไม่รับมรดกใดๆจากบ้านเพราะผมมาเรียนหนังสือ ฉะนั้นผมจึงไม่มีสมบัติ มีแค่รถสองคัน และส่งหมดแล้ว1 คันอีก1 คันยังผ่อนอยู่ รถแคมลี่ส่งมาแล้ว4 ปีกำลังเข้าสู่ปีที่ 5

**คนในพรรคเพื่อไทยถามว่า เวลาลงขันช่วยม็อบ แล้วเงินไม่รู้อยู่ที่ไหน

ผมไม่เคยได้รับการลงขันจากในพรรค และเวลาต่อสู้ ผมจะไม่จับเงินเองอยู่แล้ว เขามีระบบบัญชีครบถ้วน คนที่อยู่ในขบวนการก็รู้ ผมไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้  ในสถานการณ์การสู้รบ  มันไม่มีอารมณ์ความอยากอะไรเลย แล้วพวกผมเคยไม่มีตังค์อะไร กระทั่งเป็น สส. เราก็มีเงินเดือนแค่แสน ซื้อกางเกงยีนได้ไม่กี่ตัว กินข้าวก็เท่านั้น สุดท้ายชีวิตมีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ลูกสาวคนแรกผมยังชื่อ ดญ.พอเพียง พรหมพันธุ์ เลย ชีวิตมันเป็นแบบนั้นจริงๆ คือ ไม่ได้ไปแสวงหา

**เรื่องคุณวีระ มุสิกพงศ์ที่มีข่าวว่า ลูกชาย ซื้อที่ดินแถวดอนเมือง 9 ล้านบาท จนถูกมองว่าเป็นการสู้แล้วรวย

เรื่องพี่วีระ บ้านแกปัจจุบันถูกแบงค์ยึด  ลูกชายแกเป็นศิลปิน ก็เอาตังค์ส่วนตัวและบางส่วนก็ไปยืมสมัครพรรคพวกมาจ่ายไม่ให้แบงค์ยึด แต่คุณวีระเขาไม่อธิบาย และใครจะรู้หล่ะว่า คุณวีระจะถูกแบงค์ยึดที่  คือ ที่บอกซื้อที่ ก็ที่บ้านเขาเพราะแบงค์จะยึด  แต่พี่วีระเขาไม่ได้พูดกับใครว่าเขากำลังมีปัญหา นี่หรือสู้แล้วรวย ผมก็ถามเขา ทำไมบ้านพี่ไม่ค่อยปลูกต้นไม้เลย (หัวเราะ) ที่เหลือเยอะไปหมด ถูกแบงค์ยึด (หัวเราะ) นี่คือ ชะตากรรม ถ้าสู้มาแล้ว 3 ปีแล้วรวยจริง ใครจะรอวาระสุดท้ายให้แบงค์ยึดหล่ะ  วันนั้นถ้าลูกไม่เอาตังค์ไปจ่ายธนาคาร คุณวีระก็โดนแบงค์ยึด และป่านนี้คุณวีระก็ไม่มีบ้าน หรือ ณัฐวุฒิที่ถูกกล่าวหาว่า มีที่สวนยาง เขาก็ไม่มียางซักต้น

**ถ้าชุมนุมครั้งนี้ ฝั่งตรงข้ามบอก สามเกลอจะพาคนมาตาย จะว่าอย่างไร

ผมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภาเห็นภาพความทรงจำวันนั้น ผมไม่ต้องการให้มีวีรชนเพื่อให้มีคนตายในการต่อสู้กันอีกแล้ว  แต่ตราบใดที่บ้านเมืองยังเป็นแบบนี้ก็ต้องต่อสู้ ผมบอกกับพวกเราสามเกลอ และบรรดาแกนนำนปช.ว่า ถ้าจะมีคนตายในสมรภูมินี้ ก็ต้องเป็นพวกเรา ไม่ใช่ประชาชน หรือ คนเสื้่อแดงฉะนั้นพวกผมเองรักษาชีวิตตัวเองอย่างไร ผมก็รักชีวิตประชาชนอย่างนั้น และในการต่อสู้ วัยเด็กผมอยู่วัด ชีวิตผมมันเป็นความว่างเปล่า ผมรู้ลิมิตเราอยู่หรือตายหรืออยู่ มันก็มีค่าเท่ากัน  ฉะนั้นผมรู้ว่า ในสถานการณ์นี้มันเป็นเรื่องที่บางทีมันก็ถึงจุดของมันเหมือนกัน

เหมือนสงกรานต์เลือดผมเสียดายที่สุดในชีวิต คือ ออกมา 3 นาที กลับเข้ามาไม่ได้ ปราศรัยบนเวทีเนี่ย ผมแค่อยากจะไปหาที่อาบน้่ำเท่านั้นเอง คือ ตรวจแถวรบเสร็จ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ราดน้ำซักทีเถอะหว่ะ มัน 3 วันแล้วหนักมาก แต่ว่าไม่อาบน้ำก็ไม่เป็นไร เพราะว่าตอนกลางคืนเนี่ย มันมีเสื้อสีน้ำเงิน สีเหลือง ยืนอยู่แถวหลังทหาร และผมต้องการจะเห็นภาพ เพราะผมประเมินสถานการณ์อยู่ข้างใน มันไม่เห็นก็เอารถลูกน้อง 3 นาทีเท่านั้นแต่ผมพอเลี้ยวกลับมาก็เข้าไม่ได้แล้ว ยืนแสดงตนเต็มไปหมด ทั้งทหาร แก๊งเหลือง น้ำเงินเต็มพรืบ ผมอยู่แถวนั้นจนกระทั่ง คุณวีระ ส่งคนอะไรเสร็จ ห่างกันไม่เท่าไรและผมไม่ได้หนีไปไหน ก็อยู่กรุงเทพและเขาก็จับผมไม่ได้เวลานั้นด้วยซ้ำ ดังนั้น มันไม่มีเหตุผลในการหนี มาวันที่ 16 เม.ย. ผมก็โผล่แล้วเพราะผมต้องการดูว่า มันอะไร  คือ ไม่ได้รู้สึกว่า เป็นการหนีเพื่อนในสนามรบ นั่นไม่ใช่ผม พฤษภาตอนนั้น คนหนีกันหมดแล้ว ฆ่าตายหนักยิ่งกว่านี้ ผมก็ยังนำทัพต่อที่มหาลัยรามคำแหง  คือ ตอนสงกรานต์เลือด ผมมันลงรถกลับไม่ได้ เพราะมีชุดที่ปิดไปหมดแล้ว ผมออกไปแล้วก็เลยเข้าไม่ได้ ทหารเขาอยู่ละเอียดยิบ

**เสียใจไหมกับเหตุการณ์สงกรานต์เลือด

ผมเสียใจ เพราะผมเกิดมาไม่เคยทิ้งสนามรบ และวันนั้นก็ไม่ได้ทิ้งจริงๆ ก็คือต้องการตรวจแถวรบ และก็ลึกๆ นิดหน่อยคือ....(หัวเราะ) ต้องการหาที่อาบน้ำเท่านั้น เพราะไม่ได้อาบมา 3 วัน นี่คือเพิ่มกิเลสตัวเองมานิดเดียว คือ ไม่ได้อาบน้ำก็ไม่เป็นไรนะ  แต่เราอืดอัดอยู่ข้างใน ไม่ได้เห็นว่า ข้างนอกเป็นอย่างไร ข่าวรถเมลล์ตรงนั้นเผาที ตรงนี้เผาที และก็การยิงกันแถวสองแถวสาม ผมประเมินไม่ถูก แล้วเรานั่งอยู่ข้างในฟังแต่รายงาน เราไม่มีข้อมูลชัดเจน ตอนนั้นผมตัดสินใจอย่างไรก็ไม่รู้ อยากจะขอดู คือ สงสัย เพราะว่า ผมปราศรัยวันที่ 13 เม.ย.เสียงปืนดังตลอด และก็มีข่าวว่า พวกนี้จะเข้ามาสลายตอนตีสามครึ่ง ตอนนั้นผมก็ปราศรัยอีกรอบ กระทั่งเช้าสายผมก็ปราศรัยอีกรอบ คือ ความเป็นผม เรื่องทิ้งเพื่อนในสนามรบ ไม่เคยอยู่ในหัวใจ นี่คือ สันดานผม

**ที่สุดแล้ว ตอนนั้นมวลชนเสื้อแดงก็แพ้ และศึกใหม่ มี.ค. จะซ้ำรอยเดิมไหม

ผมว่า ความพ่ายแพ้ หรือสิ่งที่เกิดในสงกรานต์เลือดมันเป็นข้อดีของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ เพราะประชาชนเห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่เบื้องหลังการก่อการสงกรานต์เลือด และทำให้ขบวนการเสื้อแดงได้เติบโตมากขึ้นหลายเท่า  ฉะนั้นถ้าเราจบเกมกันในวันนั้น ผมว่า คนไทยจะได้เห็นภาพหลายภาพของอภิสิทธิ์ที่วันนี้พิสูจน์ให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้น ในข้อเสียก็ยังมีข้อดีๆ ที่สำคัญ คือ ความเป็นบทเรียนของสงกรานต์เลือดที่เราจะไม่เดินย่ำไปยังถนนสายเดิมที่เราเจอจนเราถูกทำลาย  ฉะนั้นผมจึงมั่นใจว่า รอบนี้การนัดหมายต่างๆ ก็เป็นไปด้วยความเยือกเย็น ไม่ใช้ใช้อารมณ์ แต่ก่อนผมใจร้อนแต่ผมถึงที่สุดผมเป็นคนใจเย็นพอควร