มาร์คอัดเฉลิมอย่ากดดันจนท.ปมสลายม็อบ

วันที่ 09 ธ.ค. 2554 เวลา 13:01 น.
อภิสิทธิ์ ไม่หนักใจแจงสลายชุมนุม อัด"เฉลิม" เลิกกดดันเจ้าหน้าที่

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจะเข้าชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553  ว่า ​ได้เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งจะได้ชี้แจงการดำเนินการในภาพรวม  ตั้งแต่ตัวเหตุการณ์จนนำมาสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ว่า  ความมุ่งหมายในการขอพื้นที่การจราจรคืน  และการดำเนินการเป็นอย่างไร  นอกจากนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่า จะสอบถามในประเด็นใด

"ผมไม่หนักใจกับการชี้แจงในวันนี้  เพราะผมมั่นใจว่าในที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจะเป็นที่เข้าใจและเป็นที่ยอมรับในสังคมนี้  ซึ่งที่พนักงานสอบสวนอ้างมา ระบุว่ามีพยานอ้างอิงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นผลปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งการของนายสุเทพ   ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน กับสิ่งที่เกิดขึ้นและอยากบอก ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง ที่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ควรให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้  เพราะไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องอย่างไร  อีกทั้งเนื้อหาที่พูดก็ไม่อยู่ในกรอบของการสอบสวน ดีที่สุดควรจะอยู่เฉยๆ  ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่จะดีกว่า  ไม่จำเป็นต้องให้สัมภาษณ์  เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าถูกกดดัน หรือชี้นำได้" นายอภิสิทธิ์  กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า การที่ นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ได้ชี้แจงถึงการปฏิบัติหน้าที่ว่าเป็นผู้รับผิดชอบชอบในฐานะผอ.ศปภ. เป็นการพูดตามโครงสร้าง  ซึ่งทุกคำสั่ง ได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าต้องปฏิบัติกับประชาชนตามหลักสากล การปฏิบัติทั้งหลายก็อิงกับคำวินิจฉัยของศาลในเรื่อง ความไม่ชอบด้วยกฏหมายของการชุมนุม  และหลักการในการปฏิบัติเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหา​

นายอภิสิทธิ์  กล่าวว่า  กำลังตรวจสอบว่า การจะย้าย นายอริสมันต์​ พงศ์เรืองรอง และผู้ต้องหา นปช.คนอื่นๆเข้าไปอยู่ที่โรงเรียนพล.ตำรวจ บางเขน ซึ่งปรับเป็นเรือนจำพิเศษนั้นเป็นมติของใคร  เพราะมีการอ้างว่าเป็นข้อเสนอของ คอป.  ซึ่งเห็นว่าความผิดที่มีเหตุผลในการจะแยกผู้ต้องหาออกมาในเรือนจำนี้ คือการทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  เช่น การชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกลงโทษว่าฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.  ก็ถือว่ามีเหตุผลที่จะแยกคนเหล่านี้ออกมา  และความจริง  ตนเองก็สนับสนุนให้มีการประกันตัวและไม่ดำเนินคดีกับคนเหล่านี้​ 

อย่างไรก็ตาม​ ความผิดประเภทการก่อการร้าย  การทำร้ายผู้อื่น  การใช้อาวุธสงคราม  การวางเพลิง  ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาทั่วไป ​ตนเองไม่คิดว่าจะเป็นความผิดทางการเมือง   ยกตัวอย่างว่า ​ตนเองมีปัญหากับบางคน เพราะเหตุผลทางการเมือง  แล้วผมไปชก และไปฆ่าเค้า แล้วจะมาอ้างว่านี่เป็นความผิดทางการเมืองไม่ได้เพราะเป็นการทำความผิดตามกฏหมายอาญา   มันไม่ใช่ว่าผมแสดงออกทางความคิดทางการเมืองแล้วถูกเล่นงาน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"ตอนนี้มีความพยายามทำให้เกิดความสับสนว่า  ถ้าคนๆนั้น เคลื่อนไหวทางการเมือง  ไม่ต้องเคารพกฏหมายบ้านเมือง  ซึ่งผมว่า มันใช้ไม่ได้ มิฉะนั้น   ต่อไปนี้ผมไม่ชอบหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ผมก็บอกให้คนไปเผาได้ใช่ไหมครับ  เพราะมันเป็นเรื่องการเมือง  ผมไม่ได้มีเรื่องส่วนตัวกับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น  ถ้าทำกันแบบนี้ แล้วหลักกฏหมายจะอยู่ที่ไหน" นายอภิสิทธิ์  กล่า

นายอภิสิทธิ์  กล่าวว่า ผู้ต้องหาเพียงกลุ่มเดียวที่จะให้ไปอยู่ในสถานที่ซึ่งจัดเป็นพิเศษนี้ได้คือ  กลุ่มคนที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดในการชุมนุมเกิน 10 คน  เพราะไม่ใช่การบังคับใช้กฏหมายโดยทั่วไป และสถานการณ์นี้ก็สิ้นสุดไปแล้ว  จึงมีเหตุมีผลที่จะแยกปฏิบัติ  ดังนั้น อยากให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทบทวนในเรื่องนี้  ไม่เช่นนั้นต่อไปจะเป็นปัญหามากขึ้น ถ้าไม่ทบทวนก็จะกลายเป็นสองมาตรฐาน  และ คอป.ควรต้องแสดงความเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ใช่เจตนาของ คอป.หรือไม่   ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกอ้างไปเพือ่เป็นประเด็นทางวการเมืองได้

"ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลยังทำเช่นนี้  นอกจากจะไม่สามารถนำบ้านเมืองไปสู่ความปรองดองได้แล้ว  ว้นข้างหน้า บ้านเมืองก็จะมีแต่ความวุ่นวาย  ใครอยากได้อะไรทางการเมืองก็ไม่ต้องคำนึงถึงกฏหมาย  แล้วอ้างว่าทุกอย่างเป็นความผิดทางการเมือง  ผมเห็นด้วยว่าควรมีอิสระการแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย  ซึ่งนายกฯยังไม่เคย ส่งสัญญาณที่จะให้เกิดความปรองดองในประทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ทั้งที่หลายเรื่องสามารถพูดคุยกับผู้ที่สนับสนุนตัวเองได้  และมีหลายเรื่องที่กลายเป็นปมขัดแย้งทางการเมือง  ถ้านายกฯตัดสินใจแสดงออกส่งสัญญาณตั้งแต่ต้น ปัญหาก็จะไม่เกิด"  นายอภิสิทธิ์  กล่าว