คำแถลงปิดคดีนายพานทองแท้-น.ส.พิณทองทา ชินวัตร

  • วันที่ 19 ก.พ. 2553 เวลา 09:41 น.

ปิดท้ายการแถลงปิดคดีบุคคลสำคัญในครอบครัวชินวัตรอีก 2 รายที่ถือครองเม็ดเงินมหาศาลของบิดาและมารดา คือ นายพานทองแท้- น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ได้ส่งคำแถลงปิดคดีพร้อมกันเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา

สรุปว่า นายพานทองแท้ เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 458,550,220 หุ้นที่แท้จริง  และมีกรรมสิทธิในหุ้นดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย  โดยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน  ดังนั้นหุ้นบริษัทจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สิน
ของนายพานทองแท้ซึ่งมีสิทธิใช้และจำหน่าย และได้รับดอกผลตามกฎหมายได้  เมื่อขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทแอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เงินที่ได้รับมาจำนวน 17,150,292,534 บาท จึงเป็นกรรมสิทธิของนายพานทองแท้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจากการไต่สวนข้อเท็จจริงในศาลก็เป็นที่ยุติแล้วว่าการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป เป็นการซื้อขายที่แท้จริง 

โดยเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 45  ได้แบ่งขายหุ้นให้ น.ส.พินทองทาซึ่งเป็นน้องสาวจำนวน 367,000,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งมีการชำระค่าหุ้นเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน  และเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.46  ได้ขายหุ้นให้กับ น.ส.พิณทองทาเพิ่มอีกจำนวน 73,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งได้ชำระค่าหุ้นเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์เช่นกัน 

ประเด็นการได้มาซึ่งหุ้นบริษัทแอมเพิล ริช  อินเวสเมนท์ จำกัดนั้นเดิมพ.ต.ท.ทักษิณ จัดตั้งบริษัทที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ไอล์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 32,920,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท เพื่อนำไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แนสแดก ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาทางการเงินโดยไม่ได้ประกอบกิจการใด แต่เพื่อเตรียมให้บริษัทชินคอร์ปเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดแนสแดก เท่านั้น โดยเมื่อวันที่ 1ธ.ค. 43 พ.ต.ท.ทักษิณ ขายหุ้นบริษัทแอมเพิล ริชฯ ให้กับนายพานทองแท้จำนวน 1 หุ้น ราคา 5  เหรียญสหรัฐ

เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดนายพานทองแท้ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการลงสมัครเลือกตั้งเป็นข้าราชการการเมือง โดยนายพานทองแท้ได้ชำระค่าหุ้นแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ  จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับบริษัทแอมเพิล ริชฯอีกต่อไป

ส่วนประเด็นการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯให้กับบริษัทซีดาร์ฯและแอสเพนฯ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 49 นั้น เหตุผลในการขายให้กับกลุ่มกองทุนเทมาเส็กฯดังกล่าว เนื่องจากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นลุงอยากจะวางมือจากการทำธุรกิจเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ที่ได้วางมือไปนานแล้ว ประกอบกับมีกลุ่มทุนจากเมืองนอกสนใจมาลงทุนต่อ และได้ติดต่อซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯจากนายบรรณพจน์ ตกลงขายหุ้นให้กับกลุ่มกองทุนเทมาเส็ก ราคาหุ้นละ 49.25 บาท โดยการขายหุ้นกระทำในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผ่านบริษัทตัวแทน(โบรกเกอร์)ซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งได้มีการชำระค่าหุ้นให้กับผู้คัดค้านที่ 2 หลังจากวันที่มีการซื้อขายวันที่ 23 ม.ค.49 อีก 3 วัน  โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ซึ่งนายพานทองแท้ได้นำเงินขายหุ้นเข้าฝาก กับธนาคารไทยพาณิชย์สำนักรัชโยธิน เมื่อวันที่ 26 ม.ค.49 ครั้งแรกจำนวน 8,000 ล้านบาท  และครั้งที่ 2 จำนวน 14,400,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,400,000,000 บาท

ส่วนประเด็นที่หุ้นบริษัทชินคอร์ปฯมีมูลค่าสูงขึ้นนั้น เนื่องจากบริษัทชินคอร์ปฯเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน ลักษณะโฮลดิ้ง Company โดยได้รับผลตอบแทนอย่างมากจากการลงทุนบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส  ซึ่งมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้หุ้นบริษัทเอไอเอสมีมูลค่าสูงและเป็นผลโดยตรง  จึงทำให้หุ้นบริษัทชินคอร์ปฯมีมูลค่าสูงขึ้นเช่นเดียวกัน  ประกอบกับหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯและเอไอเอส เป็นหุ้นที่มี Maket Cap ขนาดใหญ่  เคยอยู่ใน 5 หรือ 10 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์  จึงมีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ดังนั้นการที่หุ้นบริษัทชินคอร์ปฯมีมูลค่าสูง ที่เกิดจากการลงในกับบริษัทในเครือ และเมื่อนักลงทุนเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น  จึงเป็นเรื่องปกติที่มูลค่าหุ้นชินคอร์ปฯสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นจึงเงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นมีเงินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายพานทองแท้รวมอยู่ด้วยจำนวน 17,150,292,534 บาท ซึ่ง ได้รับมาจากการขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ  ขอให้ศาลเพิกถอนการอายัดทรัพย์และหลักทรัพย์จำนวน 17,150,292,534 บาท พร้อมดอกผลของยอดเงินดังกล่าว และเพิกถอนการอายัดที่ดิน 4 แปลง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาด้วย 

ขณะที่คำแถลงปิดคดีของ น.ส.พินทองทา สรุปว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่การได้รับผลประโยชน์จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ น.ส.พินทองทา ระบุว่า หลังจากได้รับเงินขายหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวน 604,600,000 หุ้น ได้นำเงินจำนวน 900 ล้านบาทไปให้บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กู้ยืม โดยจ่ายเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 24 เม.ย.50 โดยบริษัทดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญากู้ยืมให้ และนอกจากเงินกู้ยืมแล้ว ยังนำเงิน 1,000 ล้านบาท ชำระเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 9 พ.ค.50 ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทเวิร์ธซัพพลายส์ จำกัด และชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทเอสซี ออฟฟิส พลาซ่า จำกัด จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งชำระเป็นเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 5 มิ.ย.50 และแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับของ ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 14 มิ.ย.50 รวมทั้งนำเงินอีก 2,000 ล้านบาท ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท เอสซีเค เอสเทต จำกัด ที่ชำระเป็นแคชเชียร์เช็ค ธนาคารนครหลวงไทย ลงวันที่ 14 มิ.ย.50 ชำระหุ้นเพิ่มทุนบริษัท โอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด จำนวน 430 ล้านบาท ชำระเป็นแคชเชียร์เช็ค ธนาคารนครหลวงไทย ลงวันที่ 14 มิ.ย.50  ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนบริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 2,300 ล้านบาท เป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 5 มิ.ย.50 และแคชเชียร์เช็ค ธนาคารนครหลวงไทย ลงวันที่ 14 มิ.ย.50 นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ยังนำเงิน 200 ล้านบาท ไปบริจาคให้กับมูลนิธิไทยคม เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสในชนบท และสนับสนุนกิจกรรมตามโครงการพระราชดำริ

น.ส.พิณทองทายืนยันว่าการที่นายพานทองแท้ ขายหุ้น ชินคอร์ปฯ ให้นั้น เป็นการตัดสินใจโดยอิสระ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่ได้บังคับให้ต้องขายแต่อย่างใด ขณะที่การบริหารจัดการหุ้นดังกล่าวนั้นได้มอบหมายให้นางกาญจนาภา ดูแลและจัดการทรัพย์สินต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน  การลงทุนให้โดยผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทำธุรกรรมทั้งหมด ตกอยู่กับ น.ส.พิณทองทา และการที่ฝากเงินที่ได้จากการขายหุ้นไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ หลายแห่ง หลายสาขา เนื่องจากต้องการบริหารผลตอบแทน เรื่องดอกเบี้ย  และเป็นการบริหารความเสี่ยงที่จะไม่ฝากเงินไว้กับธนาคารใดทั้งหมดไว้แห่งเดียว  จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการสูงสุด ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของนายพานทองแท้ และขอให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์และหลักทรัพย์จำนวน 23,529,837,028.60 บาท ของ น.ส.พิณทองทา พร้อมดอกผลของยอดเงินดังกล่าว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ