การเมืองกับความมั่นคงของชาติ

วันที่ 30 มิ.ย. 2565 เวลา 10:27 น.
การเมืองกับความมั่นคงของชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

**************

บทความที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นบทความฉบับสุดท้ายของผู้เขียน พร้อมกับการปิดฉากของโพสต์ทูเดย์ ที่รับใช้ประชาชนมานาน สิ่งต่าง ๆบนโลกนี้ล้วนมีการเกิดและดับ ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชนใหญ่เช่นโพสต์ทูเดย์

เขียนเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศติดต่อกันมาหลายตอน วันนี้ ขอเขียนสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศบ้าง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยรวม ที่คนไทยหลายคนเป็นห่วงและพูดกันเสมอมาว่า ประเทศไปไม่ถึงไหน หรือประเทศควรไปได้ไกลกว่านี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเมืองภายในประเทศนั่นเอง

การเมืองกับความมั่นคงเป็นนามธรรม ส่วนรูปธรรมนั้นก็คือบุคคลที่โลดแล่นอยู่ในการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

ทุกครั้งที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ พรรคฝ่ายค้านไม่ว่ายุคใดสมัยใดจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งที่มีการลงมติและที่ไม่ลงมติ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่ารัฐบาลจะทำดีแค่ไหนก็ต้องถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ ถือว่าเป็นการกระบวนการในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่า รัฐบาลอย่าทำอะไรชุ่ย ๆ มีสายตาของตัวแทนประชาชนเฝ้าดูอยู่

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ก่อนขึ้นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านข่มขวัญรัฐบาลต่างๆ นา ๆ เช่นเคย ฝ่ายค้านคุยโวว่าคราวนี้จะล้มรัฐบาลได้จริง ๆ ข้อมูลทีรวบรวมมาเชื่อถือได้และแน่นชนิดที่มัดผู้ถูกอภิปรายอย่างดิ้นไม่หลุด ข้อมูลมากมายขนาดนี้ต้องขออภิปรายห้าหกวันถึงจะพอ สามสี่วันน้อยไป อีกทั้คุยข่มเหมือนทุกครั้งว่ า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสร็จแน่คราวนี้

พร้อมกับวาทกรรมสวยหรูต่าง ๆ นานา ที่คนฟังแล้วเคลิ้มตาม อาทิ จะเด็ดหัวบ้าง จะล้มนั่งร้านบ้าง ฯลฯ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหลายคนแปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านมีเสียงเกินพอ ฝ่ายค้านเตรียมจักตั้งรัฐบาลใหม่รอไว้แล้ว และ ฯลฯ

ประชาชนได้อ่าน ได้ฟังคำโฆษณาชวนเชื่อโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จากสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น คนที่ตามข่าวสามารถบอกได้ว่า หนังสือพิมพ์ฉบับใด คอลัมนิสต์คนใด นักวิจารณ์การเมืองทางสื่อโทรทัศน์ สื่อดิจิตอล คนใด อยู่ฝ่ายรัฐบาลหรืออยู่ฝ่ายค้าน แต่พวกเชียร์รัฐบาลไม่ค่อยพูด คนเชียร์ฝ่ายค้านพูดมากกว่า หรือเป็นเพราะว่า ถ้าพูดเชียร์รัฐบาลแล้วคนไม่ค่อยฟัง แต่ถ้าด่ารัฐบาล มีคนชอบมากกว่า

น่าเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนฝ่ายค้านทั้งเขียน พูด ด่า ประชดประชัน ชนิดที่ นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่มีส่วนดีเลยเลยแม้แต่น้อย ลูกเมียได้ฟังคำวิจารณ์จากฝ่ายค้านคงแทบจะผูกคอตาย หากนายกรัฐมนตรีเลวแบบนี้ก็น่าจะถูกฝ่ายค้านเตะกระเด็นจากอำนาจไปนานแล้ว แต่ทำไมเขาถึงอยู่ได้จนเกือบจะครบเทอมภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 หากรวมกับช่วง คสช. ก็เกือบครบ 8 ปีเข้าไปแล้ว

ซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์ ยังประกาศด้วยว่า จะอยู่ให้ครบ 8 ปี เล่นเอาฝ่ายค้านแทบกระอักเลือด

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝ่ายค้านเกทับบลั๊ฟแหลกไม่แพ้ครั้งก่อนๆ แต่ก็คงตกม้าตายตอนจบ มีรายงานข่าวว่า ฝ่ายค้านยอมรับว่าการอภิปรายครั้งนี้เป็นเพียงการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่น่าจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

ไม่ทราบว่าประเทศอื่นเขาทำโพลล์กันถี่แบบเมืองไทยหรือไม่ เพราะเมืองไทยมีโพลล์ทยอยออกมาไม่ขาดระยะ ส่วนใหญ่ก็เป็นโพลล์สำนักเดิม ๆ โดยผลออกมาก็เหมือนเดิมทุกครั้ง คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำไปเรื่อย ๆ หลายคนอ่านแล้วบอกว่า หากคะแนนนิยมตกต่ำขนาดนี้ตามผลจากโพลล์ พล.อ.ประยุทธ์ก็น่าจะแพ้โหวตในสภาไปนานแล้ว แต่ทำไมอยู่มาได้เรื่อย ๆ และครั้งนี้ก็คงอยู่อีกเช่นเคย

ที่น่าสนใจคือ โพลล์ครั้งล่าสุด ระบุว่า ผู้นำของสองพรรคฝ่ายค้านหลักยังคงนำมาเป็นอันดับหนึ่งและสองเช่นเดิม เหตุผลหลักเพราะต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ ชื่นชอบอุดมการณ์ทางการเมืองและนโยบายพรรค ส่วนผู้ที่ออกเสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เพราะชื่นชอบที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ นโยบายสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริง

วิเคราะห์แล้วก็น่าจะจริงตามโพลล์

บางคนบอกว่า ภายใต้สถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวายทางการเมืองและผลกระทบจากโรคโควิด 19 เราต้องการ “ ผู้นำที่เข้มแข็ง “ แบบ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามากู้บ้านกู้เมืองให้ดีขึ้นก่อน หลังจากบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เราก็ต้องการผู้นำอีกแบบหนึ่ง

ถือว่า คนที่ถูกสุ่มตัวอย่างซึ่งชื่นขอบผู้นำฝ่ายค้านทั้งสองพรรค และที่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา กลุ่มแรกบอกว่า เบื่อทหาร เบื่อผู้นำหน้าเดิมๆ เบื่อคนแก่ อยากได้คนหนุ่มสาวมาบริหารประเทศบ้าง อยากได้นโยบายใหม่ๆ ที่โดนใจวัยรุ่นบ้าง แต่คนที่เชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ท่เลือกเพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนตรงไปตรงมา แม้พูดไม่เข้าหูคน พูดขวานผ่าซาก มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี แต่ จุดเด่นที่คนยอมรับกันคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนได้จริง

โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนั้น เป็นจุดเด่นของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะฝ่ายค้านและคนที่ไม่ชอบพยายามจับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่จับตา พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น แต่ยังจับตารัฐมนตรีบางคนที่มีประวัติการทุจริตคอรัปชั่นจนรู้กันทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีหลักฐาน จนหลายคนสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำอย่างไรที่ไม่ให้คนเหล่านี้ทุจริตคอรัปชั่นเหมือนอย่างที่เคยทำมา

ทำไมคนพวกนี้ทำตามสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยขอไว้เมื่อเข้าร่วมรัฐบาลว่าอย่าโกงกินเป็นอันขาดในรัฐบาลนี้ หลายคนอยากรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดอะไรกับคนเหล่านี้และทำไมคนพวกนี้เชื่อฟัง เขาเชื่อฟัง พล.อ.ประยุทธ์ หรือกลัว “ มือที่มองไม่เห็น “ มากกว่า

หากมีการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลประยุทธ์ ฝ่ายค้านไม่เอาไว้แน่ ฝ่ายค้านเฝ้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน แต่ยังหาไม่เจอ ทั้งที่ข้อมูลของ ป.ป.ช.ระบุว่ายังคงมีการทุจริตคอรัปชั่นมาก องค์การต่อต้านคอรัปชั่นต่างประเทศก็ยังจัดการคอรัปชั่นของไทยไว้ในลำดับสูง การทุจริตคอรัปชั่นน่าจะเกิดที่หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ

ถ้าเป็นการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลชุดนี้ รับรองว่าไม่รอดหูรอดตาฝ่ายค้าน รัฐบาลคงโดนฝ่ายค้านเล่นงานตาย หากใครมีหลักฐานทุจริต ก็ส่งให้ฝ่ายค้านได้

คนสงสัยต่อไปว่า การเมืองไทยต้องใช้เงิน โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง แล้วรัฐบาลเอาเงินมาจากไหน หากได้จากการบริจาคของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ใครเป็นรัฐบาลก็ได้ “กล้วย” หวีใหญ่ (ฝ่ายค้านก็ได้หวีเล็ก เพราะภาคธุรกิจต้องเผื่อเลือกไว้ด้วย)

คอยดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึงว่า จะเป็นไปตามที่ฝ่ายค้านคุยว่าจะล้มรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แน่ หรือเป็นเพียงการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ใกล้เข้ามาเท่านั้น หรือเป็นการหลอกต้มคนดูอีกครั้ง เหมือนอย่างครั้งก่อน ๆที่ไม่เคยล้มรัฐบาลด้สักที

อย่างไรก็ดี มีอะไรก็มาใช้เวทีในการอภิปรายแสดงหลักฐานและเหตุผลตอบโต้กันให้สมกับเป็นผู้แทนที่ราษฎรเลือกเข้ามา อย่าไปยุแหย่ให้เกิดความรุนแรงนอกสภา

ปีนี้ ประชาธิปไตยไทยครบรอบ 90 ปี มีคำถามมากมายว่า 90 ปี ประชาธิปไตยไทยไปได้เท่านี้เองหรือ ทั้งที่เวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเป็นเวลาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีทหารเข้ามาขัดจังหวะเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าประชาธิปไตยไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร อย่าไปโทษทหาร ควรโทษนักการเมืองมากกว่า และต้องโทษประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วยว่าเลือกตัวแทนกันอย่างไรถึงทำให้ประชาธิปไตยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร (จบ )