45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สามสิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็นกรณี “อู นุ-เนวิน 2501”

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 13:46 น.
45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่สามสิบเอ็ด): แนวโน้มการครองอำนาจยาวนานของผู้นำทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงระหว่างและหลังสงครามเย็นกรณี “อู นุ-เนวิน 2501”
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

************************

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามกรณี “อู นุ-เนวิน 2501” ผู้เขียนขออธิบายไว้อีกครั้งหนึ่งว่า กรณี “อู นุ-เนวิน 2501” คือ “การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการของ อู นุ หัวหน้าพรรค “สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์” ของพม่าในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2501  ได้กลายเป็นเงื่อนไขให้ เนวิน เสนาธิการทหารบกขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ”

กรณี “อู นุ-เนวิน 2501” ถือเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่นักรัฐศาสตตะวันตกให้ความสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์การเมืองในประเทศกำลังพัฒนาและรวมถึงแนวการศึกษาที่เรียกว่า “พัฒนาการทางการเมือง” (political development) ซึ่ง แซมมวล ไฟน์เนอร์ (S.F. Finer) ศาสตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกในการศึกษาด้านนี้ โดยเฉพาะจากหนังสือของเขาที่ชื่อ  “The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics” (บุรุษบนหลังม้า: บทบาทของทหารในการเมือง) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2505 (ตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ปีหลังเหตุการณ์ “อู นุ-เน วิน 2501”  แต่ตัวต้นฉบับน่าจะต้องเขียนเสร็จก่อนปีพ.ศ. 2505)

กรณี “อู นุ-เนวิน 2501” ก็เช่นกัน  ไฟน์เนอร์ได้จัดให้อยู่ในเงื่อนไขที่ว่า “กองทัพไม่มีความคิดจะแทรกแซง แต่มีเงื่อนไขหรือโอกาสให้กองทัพเข้าแทรกแซง” แต่ก็เช่นเดียวกันกับกรณี “ประธานาธิบดีมีร์ซา-นายพลอายุบ ข่าน 7 ตุลาคม พ.ศ. 2501” ของปากีสถาน (ต่อไปจะใช้ว่า “มีร์ซา—ข่าน 2501”) ไฟน์เนอร์มีข้อสังเกตใส่ไว้ในเชิงอรรถเช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกันกับกรณี “มีร์ซา—ข่าน 2501” ของปากีสถาน ไฟน์เนอร์ได้นำเสนอว่า มีข้อมูลสองชุดที่อธิบายเหตุการณ์ “อู นุ-เนวิน 2501” ของพม่า โดยข้อมูลชุดแรกกล่าวว่า หลังจากที่เขายุบสภา อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่าได้ประกาศว่า เขาเชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ดังนั้น เขาจึงมีความจำเป็นต้องเชิญนายพลเนวิน เสนาธิการทหารบกให้มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยเขาเชื่อว่า นายพลเนวินจะสามารถรักษาความสงบเรียบรอบและจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้เป็นธรรมและเสรีได้  อู นุ ได้ตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรักษาการ และเรียกประชุมสภาเพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกนาพลเนวินเป็นนายกรัฐมนตรีถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

จากชุดข้อมูลดังกล่าว ไฟน์เนอร์วิเคราะห์ว่า ถ้าข้อมูลชุดนี้เป็นความจริงทั้งหมด  การขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายพลเนวินจึงเข้าข่ายที่ว่า “กองทัพไม่มีความคิดจะแทรกแซง แต่มีเงื่อนไขหรือโอกาสให้กองทัพเข้าแทรกแซง”

ขณะเดียวกัน ไฟน์เนอร์ได้ใส่เชิงอรรถต่อท้ายไว้ว่า “ที่จริงแล้ว ข้อมูลชุดดังกล่าวนี้ยากที่จะเป็นความจริงทั้งหมด และน่าจะมีความจริงเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ด้วยในสถานการณ์ขณะนั้น ได้เกิดความขัดแย้งมากพอสมควรระหว่างกองทัพกับบางกลุ่มในพรรค AFPFL  และกองทัพยังเห็นว่า พรรค AFPFL ประนีประนอมเกินไปกับพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพวกกบฏ   ขณะเดียวกัน สมาชิกของพรรค AFPFL กล่าวหากองทัพว่าเข้ามาแทรกแซงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหลายครั้ง โดยเข้าข้างพรรค Stable AFPFL ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรค Clean AFPFL ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของ อู นุ 

และในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1958 สี่วันก่อนที่ อู นุจะประกาศลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการและเสนอชื่อนายพลเนวินต่อสภา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเชื่อว่า กองทัพกำลังเตรียมการทำรัฐประหาร ซึ่งนายพลเนวินปฏิเสธ (ข้อมูลนี้ตรงกับรายงานของราเวนโฮลท์ ดูตอนก่อนหน้านี้)

อย่างไรก็ตาม ไฟน์เนอร์ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า อีกสองปีต่อมา นายพลเนวินไม่ได้ยื้อที่จะอยู่ในอำนาจ แต่ได้ส่งมอบอำนาจคืนให้แก่พลเรือน ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปีต่อมา นั่นคือในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1962 เขาได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และหลังจากนั้น พม่าก็อยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร (military dictatorship) ภายใต้การนำของนายพลเนวิน เป็นเวลาที่ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาถึง 28 ปี

หลังจากการวิเคราะห์ “อู นุ-เนวิน 2501” ของไฟน์เนอร์ใน “The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics”  ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2505 อีก 29 ปีต่อมา มาร์ติน สมิธ นักวิเคราะห์อิสระ ผู้ทำวิจัยและรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าให้สื่อต่างๆ ตลอดจนองค์กรวิชาการและองค์กรเอนจีโอ มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ. 2523 ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Burma: Insurgency and the Politics of Ethnicity” (พม่า: การก่อความไม่สงบและการเมืองชาติพันธุ์) 

ซึ่งการศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปนานแล้วถึง 34 ปี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลบางอย่างที่เคยเป็นข้อมูลลับหรือข้อมูลที่อ่อนไหวอาจสร้างอันตรายต่อคนที่ถูกกล่าวถึงหรือตัวผู้เปิดเผยข้อมูลเอง ก็อาจจะเปิดเผยออกมาได้ เหมือนในอย่างเอกสารที่สถานทูตประจำประเทศนั้นรายงานกลับไปที่ประเทศของตนเอง ที่ส่วนใหญ่มักจะไม่เปิดเผยจนกว่าจะแน่ใจว่า “ปลอดภัย”

ส่วนข้อเสียคือ ผู้ศึกษาไม่ได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์นั้นโดยตรงด้วยตัวเอง หรือแม้จะไม่ได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ตรง แต่ก็ยังอยู่ใน “บรรยากาศ” ของเหตุการณ์นั้น

อย่างเช่น เหตุการณ์ที่เป็นวิกฤตการเมืองของไทยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2556 จนถึงการเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557  ถ้าคนที่ยังไม่โตพอจะรับรู้เรื่องราว หรือยังอยู่ในวัยที่ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเลย ก็อาจจะไม่ “รู้สึกหรือรับรู้บรรยากาศ” ของสถานการณ์ขณะนั้น ยิ่งถ้ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านสื่อโลกออนไลน์ในเวลาต่อมาแล้ว คนรุ่นใหม่ก็จะไม่สามารถเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น

มาร์ติน สมิธ

ในงานของสมิธ กล่าวว่า ในปี ค.ศ. 1958 หากไม่นับการก่อความไม่สงบของพวกกระเหรี่ยง ในทางหลักการ การยอมจำนนของกลุ่มกบฎอื่นๆจำนวนมากน่าจะถือได้ว่าเป็นหมุดหมายของจุดเริ่มต้นของยุคแห่งความสงบสันติในพม่า ซึ่งจะถือว่าเป็นโฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์พม่าที่เป็นประเทศที่มีสงครามแบ่งแยกดินแดนมาก่อน แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแทนที่ความวุ่นวายทางการเมืองของพม่าจะจบลงในปีนั้น  แต่มันกลับจบลงด้วยการที่พม่าอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลรักษาการโดยทหาร (military caretaker) ของนายพลเนวิน

ตามการวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ไฟน์เนอร์มี การขึ้นสู่อำนาจของนายพลเนวินนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และดูเหมือนว่า กองทัพไม่ได้จะต้องการเข้าแทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นเพราะสถานการณ์ความจำเป็น  และตัว อู นุเองเป็นผู้ตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ ด้วยเขาเชื่อว่า เขาไม่สามารถคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่เสรีและเป็นธรรมได้ และเห็นว่า ถ้าให้ทหารเข้าเป็นรัฐบาล น่าจะคุมสถานการณ์ได้ แต่กระนั้น ไฟน์เนอร์ก็ยังใส่ความเห็นของเขาไว้ในเชิงอรรถว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริงทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีอยู่ เขาจัดให้เหตุการณ์ “อู นุ-เนวิน 2501” เข้ากับหนึ่งในกรอบการวิเคราะห์ที่เขาตั้งไว้ นั่นคือ เงื่อนไขที่ว่า “กองทัพไม่มีความคิดจะแทรกแซง แต่มีเงื่อนไขหรือโอกาสให้กองทัพเข้าแทรกแซง”

แต่สำหรับ สมิธ  เขาสามารถได้เอกสารสำคัญฉบับหนึ่งมาครอบครอง

เอกสารที่ว่านี้ คือ จดหมายที่ อู นุ เขียนไปถึง นายพลซอ หม่อง (Saw Maung)  ลงวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1989 เป็นเวลา 31 ปีหลังจากเหตุการณ์ “อู นุ-เนวิน 2501” และเป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากที่นายพลเนวินลงจากอำนาจ หลังจากที่ครองอำนาจต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 26 ปีแล้ว

      อู นุ   

       นายพลเนวิน  

นายพลซอหม่อง

และสาระสำคัญในจดหมายฉบับนี้ ทำให้สมิธกล้าวิเคราะห์ฟันธง เหตุการณ์ “อู นุ-เนวิน 2501” แตกต่างไปจากศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดอย่างไฟน์เนอร์

เนื้อหาจดหมายฉบับเป็นอย่างไร ?  และสมิธฟันธงอย่างไร ?

โปรดติดตามตอนต่อไป