ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (32)

วันที่ 14 พ.ค. 2565 เวลา 14:03 น.
ใต้ถุนบ้านซอยสวนพลู (32)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*******************

มีคนถามว่าทำไมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงวางมือทางการเมืองใน พ.ศ. 2528 ท่านเบื่อการเมือง? หรือว่าเบื่อนักการเมือง?

คำตอบก็คือ ท่านไม่ได้เบื่อทั้งสองอย่าง แต่ท่าน “หมดแรง” และ “เกือบจะหมดตัว” จนไม่อาจจะทำอะไรให้การเมืองไทยดีขึ้นได้มากไปกว่านั้น

ความจริงท่านเคยปรารภกับเราที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดมาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2524 หลังวันเกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายนปีนั้น ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุ 70 ปี ว่าท่านอยากจะวางมือจากการเมืองเสียที แต่นี่ก็ต้องมาช่วยค้ำจุนรัฐบาล(คือรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดังที่ได้เล่ามาหลายตอนในบทความนี้ จนสื่อมวลชนตั้งฉายาให้ท่านว่า “เสาหลักประชาธิปไตย” ที่หมายถึงผู้ประคับประคองรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่รอดได้นั่นเอง) แต่ถ้ารัฐบาลมีคนอื่นมาช่วยประคับประคอง ท่านก็อาจจะวางมือได้

ท่านพูดขึ้นในตอนหนึ่งอย่างน่าสงสารว่า “ผมมีอายุมา 70 ปีนี้ ไม่เคยมีชีวิตส่วนตัวเลย”

ว่ากันไปแล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2488 เมื่ออายุได้ 34 ปี นับว่ากำลังอยู่ในวัยที่ “ห้าว” พอสมควร ตอนนั้นท่านได้มาเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะท่านยังทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่มี “ฝีปากกล้า”

แม้วิชาที่ท่านสอนจะเป็นวิชาการธนาคาร แต่ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายการคลัง ยิ่งไปกว่านั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ แบบที่ท่านบอกว่า “เขียนช่วย ๆ กัน ไม่ได้ค่าจ้างค่าออนอะไร” อยู่ 2-3 ฉบับ ซึ่งบทความของท่านก็มีผู้อ่านจำนวนพอสมควร จากลีลาการเขียนที่เผ็ดร้อน และวิจารณ์ผู้นำรัฐบาลได้ถึงพริกถึงขิง นั่นก็คือการเริ่มงานการเมืองของท่าน ด้วยการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะในทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนนั่นเอง

ในปีต่อมา พ.ศ. 2489 รัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้ง โดยที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ได้ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นได้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงลาออกจากงานแล้วมาตั้งพรรคการเมือง ชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” ที่ถือได้ว่าเป็นพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญพรรคแรกของประเทศไทย แล้วท่านก็ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดพระนครด้วยคนหนึ่ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกนั้น ต่อมาท่านยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวบรวม ส.ส.จากหลาย ๆ พรรค มาร่วมก่อตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้เพราะการเป็นพรรคเล็กทำให้ไม่มีกำลังต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งหลังการเลือกตั้งพรรคแนวรัฐธรรนูญและพรรคสหชีพได้รวมตัวกันเป็นเสียงข้างมาก หนุนนายปรีดี พนมยงค์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตี ทำให้ต้องมีฝ่ายค้านขึ้นทำหน้าที่ถ่วงดุล โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เป็นเลขาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ จึงนับได้ว่าท่านได้ทำงานการเมืองโดยตรง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเลขาธิการพรรคการเมืองใหญ่ ที่ท่านบอกว่าท่านต้อง “เหนื่อย” กับการเมืองไทยมาตั้งแต่บัดนั้น

รวบลัดตัดตอนว่า ช่วงที่ท่านทำงานการเมืองเหนื่อยที่สุดก็คือช่วงที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2518 แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียงแค่11เดือน แต่ความจริงนั้นท่านเหนื่อยมาตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งในต้นปี 2518 นั่นแล้ว ซึ่งก็คือการที่ท่านได้มาตั้งพรรคการเมือง คือพรรคกิจสังคม เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนั้น และอย่างที่เราพอ ๆ จะรู้ การลงเลือกตั้งในแต่ละครั้งที่ประเทศไทยนี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก พรรคกิจสังคมของท่านนเองก็ตั้งเป้าจำนวน ส.ส.ไว้สูง บรรดาแกนนำของพรรคต้องช่วยกันลงขันกันพอสมควร โดยตัวท่านเองต้องเอาบ้านและที่ดินในซอยพระพระพินิจ ถนนสวนพลู ที่คนทั้งหลายเรียกว่า “บ้านซอยสวนพลู” ไปจำนองไว้กับธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อให้ได้เงินมาจนพอเพียงที่จะส่งผู้สมัครให้ได้ทั่วประเทศ (ซึ่งหนี้จำนวนนี้ยังคงอยู่มาอีก 10 กว่าปี คือจนถึง พ.ศ. 2528 ที่ท่านลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคม จึงได้รับการไถ่ถอนบ้านซอยสวนพลูนี้ออกมา)

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคกิจสังคมได้ ส.ส.มาเพียง 18 คน นับว่าห่างกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายเท่า (ถ้าจำไม่ผิดพรรคกิจสังคมตั้งเป้าไว้ระหว่าง 50-60 คน จากจำนวน ส.ส.ที่มีได้ในปีนั้น269 คน) แต่ด้วยความผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.มามากที่สุด และได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ตกม้าตายในวันที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภา (ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลต้องได้รับความไว้วางใจด้วยการลงมติรับรองนโยบายที่รัฐบาลจะต้องแถลงต่อสภานั้นเสียก่อน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับหลัง ๆ ที่การแถลงนโยบายเป็นเพียง “พิธีกรรม” และไม่มีความสำคัญใด ๆ) และแล้ว “สิ่งมหัศจรรย์” ก็เกิดขึ้น เมื่อพรรคที่มี18 เสียงอย่างพรรคกิจสังคมได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแบบมหัศจรรย์นี้ ผมเคยเล่ามาแล้ว รวมถึงที่ท่านต้องประสบเคราะห์กรรมลำบากอย่างไรในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะที่ ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาลของท่านได้ไปเป็นเครื่องมือของผู้นำกองทัพบางคนจ้องจะล้มรัฐบาล จนท่านต้องยุบสภาในตอนต้นปี 2519 และมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนเมษายน ที่ท่านต้องแพ้เลือกตั้งและออกมานั่งอยู่นอกสภา จนกระทั่งมีการเลือกตั้งอีกครั้งใน พ.ศ.2522 ท่านก็กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง และชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. พร้อมกับพา ส.ส.ของพรรคกิจสังคมเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลด้วยเล่ห์เหลี่ยมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 (ที่ก็มีเหลี่ยมมุมคล้าย ๆ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นี่แหละ)

แต่พอถึงคราวที่นายกรัฐมนตรีที่ได้มาด้วยเล่ห์เหลี่ยมตามรัฐธรรมนูญต้องลาออกไป นายทหารคนใหม่ได้ขึ้นมาแทนที่ ก็ต้องหันมาพึ่งบริการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ แบบที่ผมได้เขียนเป็นบทความนี้มาแล้วว่า “แม่พลอยอุ้มพ่อเปรม” ที่ทำให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องมาเหนื่อยอย่างหนักอีกรอบ และเป็นรอบสุดท้ายในชีวิตของท่าน ที่สุดเมื่อท่านทนเหนื่อยไม่ไหว อย่างที่ผมเรียกว่า “หมดแรง” แล้วนี้ ก็พอดีได้ “จังหวะเวลา” ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมในตอนปลายปี 2528 ดังกล่าว

พอดีกับที่ท่านเกือบ “หมดตัว” ซึ่งเรื่องนี้จะขอไปขยายความอีกสักเล็กน้อยครับ เผื่อเป็นจะอุทาหรณ์สำหรับคนที่อยากทำงานการเมืองอย่างทุ่มเทแบบนี้บ้าง

******************************